ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
อปท.เชิญเป็นแขก ย้อนกลับ
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
01 มี.ค. 2564

                ความขัดแย้งทางด้านการเมืองในประเทศไทยนับเป็นปัญหาใหญ่มากว่า 10 ปี นับแต่การยึดอำนาจก่อการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และถึงแม้ตลอดห้วงที่ผ่านมาจนถึงปัจุบัน ฝ่ายที่ควบคุมอำนาจจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว2-3 ครั้งก็ตาม แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็มิได้ลดน้อนถอยลงไป ล่าสุดที่เห็นก็คือการออกมาชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มประชาชนหนุ่มสาวที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎรใหม่”

                อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ ก็มิใช่เป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยเพิกเฉยมาใส่ใจ ซึ่งก็มีหลายฝ่ายด้วยกันพยายามออกมาเสนอแนะแนวทางเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้สังคมก้าวเดินต่อไป

“ต้องเลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และต้องเลิกคิดว่าแต่ละฝ่ายไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะได้เคยทดสอบมาแล้ว โดยเอาทุกฝ่ายมาอยู่ในห้องเรียน ซึ่งก็อยู่กันได้ รักกัน เป็นพวกเดียวกัน และหลักคิดส่วนตัว ใครเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นศัตรูต้องเอามาอยู่ใกล้ๆ แล้วจะเข้าใจศัตรู และศัตรูจะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเรา”

และนี่ก็คือเสียงของบุคคลหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในกระบวนการสันติวิธีมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้ของไทย บุคคลผู้นั้นก็คือ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้าซึ่ง อปท.นิวส์เชิญเป็นแขกฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านมาร่วมพูดคุยด้วยกัน

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ นักสันติวิธีชื่อดังของไทย ในวัน 73 ปี เปิด “บ้านสองศรี”สไตล์ไทยเครื่องเรือนไม้ เล่าถึงความหลังในวันเด็กให้เราฟังว่า เกิดมาเป็นลูกนายทหารอากาศ บ้านอยู่ดอนเมือง ซึ่งก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนแถบนั้นจนจบ มัธยมศึกษาปีที่ 4 และก็มาสอบเข้าโรงเรียนตรียมทหารซึ่งสมัยนั้นต้องยอมรับว่า สอบเข้ายากลำบากมากเพราะเป็นการสอบด้วยข้อสอบอัตนัยทั้งหมดต้องเขียนข้อสอบจำนวนมากและก็ต้องเขียนอย่างที่มีความเข้าใจจริงๆ

หลังจบจากโรงเรียนเตรียททหารก็เข้ามาเป็นทหารบกเพราะชอบทหารบก ซึ่งก็มีความใฝ่ฝันมานานแล้วที่อยากจะเป็นทหารบก “พอสอบติดฝันที่อยากจะเป็นก็เป็นความจริงในการมาเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก”พล.อ.เอกชัย เล่าด้วยว่า ตอนที่เลือกเหล่าก็เลือกเหล่าทหารปืนใหญ่ ซึ่งแต่ก่อนทหารปืนใหญ่เป็นเหล่าที่ฮิตที่สุด เพราะถือได้ว่าเป็นราชาแห่งสนามรบ

“พอจบมาก็เลือกไปทำงานที่แรกคือที่เชียงใหม่แต่ก็อยู่ได้อาทิตย์เดียวก็ถูกส่งให้ไปอยู่ชายแดนที่เชียงคำ เชียงของ ก็อยู่ที่นั่นมา 5 ปี และก็กลับเข้ามาอยู่เป็นทหารปืนใหญ่อีกกองพันหนึ่งและก็มาเรียนต่อและก็เลือกไปอยู่ทหารปืนใหญ่กองพันที่ 23 ที่โคราช และก็ทำงานที่อีสานใต้ไล่มาตั้งแต่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ก็อยู่แถบนั้นมาเกือบ 10 ปี” พล.อ.เอกชัย เล่าถึงอดีตพร้อมกับรอบยิ้มต่อไปว่า

“เป็นหน่วยแรกๆที่เข้าไปช่วยยิงเขมรที่เข้ามาเผาบุรีรัมย์ จนกระทั่งมาเรียนเสนาธิการเสร็จก็เลยเลือกมาลงที่กองพล ปตอ.ที่เกียกกาย จนกระทั่งได้เป็นผู้พัน ปตอ. และรองผู้การกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 และมาได้เป็นพันเอกพิเศษ ซึ่งพอได้เป็นพันเอกพิเศษก็มีความรู้สึกว่าเบื่อชีวิตที่เป็นทหารที่ต้องไปรบก็เลยเปลี่ยนมาอยู่ทางหน่วยวิชาการ และก็ได้ย้ายข้ามห้วยมาอยู่ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ก็อยู่มา 10 ปี คือชีวิตก็อยู่ในงานวิชาการมายาวนานและผู้คนก็เริ่มรู้จักพอสมควร ประกอบกับเป็นอาจารย์สอนด้วยก็มีลูกศิษย์มากมายหลากหลาย

พล.อ.เอกชัยเล่าถึงความภาคภูมิใจที่จำได้ไม่ลืมเลือนว่า ครั้งหนึ่งได้รับเชิญจากโรงเรียนนายร้อยบอกว่าขอเชิญให้ไปบรรยายที่ตอนนั้นมีเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร โดยให้บรรยายว่าปัญหาเขตแดนไทยกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็นต้องมีสงครามซึ่งก็สงสัยว่า เรื่องนี้ทำไมไม่เชิญท่านทูตหรือแม่ทัพที่ทำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารมาบรรยาย ทำไมมาเชิญตน ซึ่งทางผู้จัดก็บอกว่าอยากเห็นมุมมองด้านสันติวิธีและก็อยากให้ไปบรรยายว่าสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้วิธีการพูดคุยอย่างไรในการเสด็จไกลบ้านไปที่ยุโรปที่ทำให้อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่ยึดประเทศไทยของเรา

ซึ่งเมื่อถามกลับไปว่าใครเป็นผู้เลือกให้มาบรรยาย ก็ได้รับคำตอบมาว่าเป็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็เลยต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดีไปบรรยายถึง3 ชั่วโมง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงนั่งรับฟังตลอดร่วมกับนักเรียนนายร้อย จึงถือว่าเรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดในชีวิตเพราะคิดว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆ เป็นรากหญ้า แต่พระองค์ท่านทรงมองเห็นและอยากเห็นมุมมองของเราในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า หากให้พูดถึงตัวเขาเองคิดว่าเป็นคนอย่างไร พล.อ.เอกชัย กล่าวว่าผมเป็นพวกหนูที่มีความประนีประนอม เป็นธาตุน้ำที่อยู่ที่ไหนก็จะไม่แข็งกระด้าง ก็พยายามที่จะอ่อนน้อมถ่อมตัว ซึ่งการที่มีลักษณะอุปนิสัยแบบนี้กระมังเลยชอบทำงานเกี่ยวกับสันติวิธี ซึ่งหลายๆคนไม่เชื่อว่าทำไมถึงมาทำงานสันติวิธีทั้งๆที่เป็นทหารทำงานในหน่วยรบมาก่อน ซึ่งต้องบอกเลยว่าแม้จะเป็นทหารแต่ก็มีอุปนิสัยประนีประนอม ไม่เคยมีเรื่อง ไม่ชอบมีเรื่อง ในชีวิตนี้น้อยมากที่จะทะเลาะกับใคร

สำหรับกิจกรรมยามว่าง พล.อ.เอกชัย บอกว่า ชอบสะสมแสตมป์ เหรียญ หนังสือ ซึ่งเขายอมรับว่าหนังสือทีสะสมมีเยอะมากเป็นหมื่นๆ เล่ม เพราะเป็นคนชอบหนังสือ และก็ยังชอบฟังเพลงด้วย โดยฟังได้ทุกแนว ตั้งแต่ลูกทุ่ง ลูกกรุง ฝรั่งคันทรี เนื่องจากการฟังเพลง เป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่ง

“นอกจากนี้สมัยก่อนเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายของเก่าโบราณก็เลยชอบพวกของเก่าๆ ของโบราณด้วย ซึ่งบ้านสองศรีนี้ตกแต่งเองและออกแบบเอง ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็จะมีความคลาสสิคโบราณๆ มุมต่างๆ ก็จะตกแต่งตามที่ชอบ อยากให้บ้านเป็นแบบสไตล์โฮมมิวเซียม” พล.อ.เอกชัย กล่าวในที่สุด

 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 เมษายน 2564
อปท.เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
16 มี.ค. 2564
พูดถึงวิถีชีวิตของแต่ละคนนั้นก็คงมีลีลาที่แตกต่างกันไป บ้างก็เดินไปอย่างเรียบง่ายก็มี บ้างก็มีลีลาชีวิตที่พลิกผันไปมาแต่ก็ใช้ความรู้ความสามารถ ความอดทน และความจริงใจต่อการทำหน้าที่อย่างจิงจัง จนประสบความสำเร็จ ซึ่งอย่างหลังนี้เองซึ่งอย่างหลังนี้น่าสนใจ เพราะหล...
หนังสือในเครือ
สุดยอดผู้นำท้องถิ่นแห่งปี 2558