ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คอลัมนิสต์ / บทวิเคราะห์ ย้อนกลับ
ติดอาวุธผู้สูงวัยในยุค AI “สูงวัยอย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ”
15 ก.ค. 2569

               สวัสดีครับในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เรามักจะเห็นภาพคุณตาคุณยายใช้ไลน์ส่งรูปทักทาย สวัสดีวันจันทร์” หรือใช้สมาร์ทโฟนดูคลิปวิดีโอเพื่อความบันเทิงและติดตามข่าวสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นใจว่าผู้สูงอายุไทยไม่ได้ตกขบวนเทคโนโลยี ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อมิจฉาชีพได้นำ AI มาเป็น อาวุธชิ้นใหม่” ที่มีความแนบเนียนและอันตรายกว่าเดิม และกลุ่มเป้าหมายหลักที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ ผู้สูงวัย” ผู้เป็นหัวใจของครอบครัวและชุมชนนั่นเอง

                   นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่และเร่งด่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ที่จะต้องหันมา ติดอาวุธทางปัญญา” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่ที่

                   ในบทความนี้ผมอ.ดร.ต้นรัก ธวัชชัย สุขสีดา ในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางบูรณาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย มิติป้องกันและป้องปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจและสังคม ในคณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา

                   ผมขอนำสิ่งที่ผมศึกษามาเจาะลึก 3 กลโกง AI” ภัยเงียบที่โหมกระหน่ำผู้สูงวัย มาบอกกล่าวให้ฟังกันครับ ในอดีต มิจฉาชีพอาจจะแค่โทรศัพท์มาสุ่มตรวจหรือส่งข้อความปลอมๆ แต่อ่านแล้วจับผิดภาษาได้ง่าย แต่ในปัจจุบัน AI ช่วยให้มิจฉาชีพทำงานได้เนียนขึ้นจนน่ากลัว โดยมี 3 รูปแบบหลัก ๆ ที่ผู้สูงอายุต้องเจอในเวลานี้
                   1.  ใช้ AI ทำเสียงปลอมและภาพเสมือน ภาษาอังกฤษเรียกว่า AI Voice Cloning & Deepfake นี่คือภัยที่น่ากลัวที่สุด มิจฉาชีพจะใช้ AI เลียนแบบเสียง โดยนำตัวอย่างเสียงของลูกหลานจากคลิปในโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่วินาที มารวมเข้ากับระบบ AI แล้วโทรศัพท์มาหาผู้สูงอายุเพื่อ ขอยืมเงินด่วน” เนื่องจากอุบัติเหตุหรือเรื่องคอขาดบาดตาย เสียงที่ได้ยินจะเหมือนลูกหลานตัวจริงจนแทบแยกไม่ออก หรือในบางกรณีอาจใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้าขณะวิดีโอคอลหรือที่เรียก Deepfake ทำให้ผู้สูงวัยหลงเชื่อและโอนเงินให้ด้วยความรักและความเป็นห่วง

                   2. ใช้ข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อจากการใช้ AI เจนภาพหรือสร้างข่าวปลอม ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า AI-Generated Fake News ซึ่งผู้สูงอายุมักเป็นกลุ่มที่ห่วงใยสุขภาพ มิจฉาชีพจึงใช้ AI เขียนบทความข่าวปลอม หรือตัดต่อภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น แพทย์ชื่อดัง หรือผู้บริหารระดับประเทศ เพื่อมารับรอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยารักษาโรคครอบจักรวาล” ที่ไม่มีอยู่จริง ภาษาที่ AI เขียนจะมีความสละสลวย น่าเชื่อถือ ทำให้ผู้สูงอายุหลงเชื่อซื้อมาบริจาคหรือรับประทาน ซึ่งนอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

                   3. ใช้ข้อความหว่านล้อมให้ได้รับประโยชน์ แบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า AI Phishing โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยุคใหม่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรม เพื่อร่างข้อความ SMS หรือข้อความทางไลน์ที่ตรงกับความสนใจของผู้สูงอายุ เช่น ข้อความแจ้งสิทธิพิเศษเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หรือมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล พร้อมแนบ ลิงก์ดูดเงิน” เมื่อผู้สูงวัยกดเข้าไปและทำตามขั้นตอน เงินในบัญชีก็อาจจะถูกโอนออกไปจนหมดสิ้นภายในไม่กี่นาที

                   และนี้คือ 3 กลโกง AI” ภัยเงียบที่โหมกระหน่ำผู้สูงอายุมาโดยตลอด เพื่อความเข้าใจง่ายและนำไปส่งต่อได้ในชุมชน วันนี้ผมจึงนำคาถาสู้ภัยมิจฉาชีพ AI มาฝาก ซึ่งเป็นหลักคิดป้องกันตัวแบบง่าย ๆ ที่เรียกว่า คาถา 3 ส” สู้ภัยมิจฉาชีพ AI

                   1. สงสัยไว้ก่อน เมื่อใดก็ตามที่มีสายโทรศัพท์ ข้อความ หรือคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับ เงินทอง” หรือ ความเร่งด่วน” เช่น ต้องโอนเงินเดี๋ยวนี้ ลูกหลานกำลังลำบาก ให้ผู้สูงอายุตั้งสติและตระหนักไว้เสมอว่า อาจจะเป็นตัวปลอม”

                   2. สืบเสาะ เช็กซ้ำ ห้ามโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธี วางสาย” แล้วโทรกลับหาลูกหลานด้วยเบอร์โทรศัพท์เดิมที่เคยติดต่อกันเป็นประจำ (ไม่ใช่เบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามา) หรือหากเป็นเรื่องนโยบายรัฐ ให้ตรวจสอบกับทาง อบต. เทศบาล หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่โดยตรง

                   3. สื่อสาร บอกต่อ ครอบครัวและชุมชนต้องพูดคุยกัน เรื่องกลโกงดิจิทัลไม่ควรเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญอย่างโดดเดี่ยว การนำข่าวสารมิจฉาชีพมาเล่าสู่กันฟังในวงกาแฟ วงสมาคม หรือกลุ่มไลน์ชุมชน จะช่วยเพิ่มความเท่าทันให้กับทุกคน

                   การแก้ไขปัญหานี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาด กลไกส่วนท้องถิ่น” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. และเทศบาล คือหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านแนวทางต่อไปนี้

                   1. บรรจุหลักสูตร AI Literacy ในโรงเรียนผู้สูงอายุ ปรับโจทย์จากการสอนใช้สมาร์ทโฟนขั้นพื้นฐาน มาเป็นการสอนให้รู้เท่าทันภัย AI ย่อยเนื้อหาเทคโนโลยีให้เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย

                   2. สร้าง อาสาสมัครดิจิทัลชุมชน”หรือ อสม. ดิจิทัล อบรมผู้นำชุมชนหรือคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีแก่ผู้สูงอายุในหมู่บ้าน

                   3. กระจายข่าวสารผ่านหอกระจายข่าว ใช้ช่องทางดั้งเดิมของชุมชนในการเตือนภัยรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงผู้สูงอายุที่ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย

                   ดังนั้นการติดอาวุธดิจิทัลและการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ AI Literacy ให้กับผู้สูงวัย ไม่ใช่เพียงแค่การปกป้องเงินในกระเป๋าของพวกท่านเท่านั้น แต่คือการปกป้องศักดิ์ศรี ความสุข และความอบอุ่นภายในครอบครัว ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารท้องถิ่นทุกท่านจะร่วมกันขับเคลื่อน นำพาชุมชนก้าวสู่ยุค AI ได้อย่างสง่างาม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ

                  

 


 

 

 


 

                      

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 มิ.ย. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 479 การคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาของประเทศไทยที่รื้อรังมานาน ยิ่งล่าสุด Transparency International ประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ประเทศไทยทำค...