อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481
หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงประมาณและ พัฒนาประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญคือ สัดส่วน หนี้ต่อ GDP สูงขึ้น, ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และ ข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เรามีหน่วยงานที่เข้ามาทำหน้าที่โดยตรง คือ สำนัก บริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. สังกัดกระทรวง การคลัง โดยผู้ดูแล สบน.นี้ จะมีตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ แต่ก็เทียบเท่าตำแหน่งอธิบดี
โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2568 บิ๊กเซอร์ไพรส์ในการ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงการคลังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชื่อ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล จากผู้ตรวจ ราชการกระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยกวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ทั้งที่เพิ่งถูกโยกจาก ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ สำนักบริหารหนี้ สาธารณะมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ได้เพียง 7 วัน ก็ต้องกลับไปสำนักเดิม แต่การกลับ มาครั้งนี้ เธอกลับมานั่งในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฯ ที่เป็นเบอร์หนึ่งของสำนักบริหารหนี้สาธารณะแห่ง
วันนี้ อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก จึงจะขอนำท่าน ผู้อ่านมาทำความรู้จักกับเส้นทางการเติบโตของเธอ และหน้าที่สำคัญของสำนักบริหารหนี้สาธาธารณะ คุณจินดารัตน์ ในวัย 60 ปี ที่ถือเป็นลูกหม้อ ที่เติบโตมาจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะแห่งนี้

คุณจินดารัตน์ ในวัย 60 ปี ที่ถือเป็นลูกหม้อ ที่เติบโตมาจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะแห่งนี้ อย่างแท้จริง กล่าวกับเราว่า เธอเกิดในเดือนตุลาคม ปี 2508 ก็เลยเกินปิงบประมาณมา เขาก็เลยให้ ต่อปีหนึ่ง ดังนั้น ก็จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นคนพื้นเพชาวแม่กลอง หรือ จังหวัดสมุทรสงคราม โดยคุณพ่อเป็นคนแม่กลอง รับราชการกรมการปกครอง ส่วนคุณแม่เป็นคน ระยอง มีอาชีพเป็นครู แต่ก็มาตั้งรกรากอยู่กับคุณพ่อ ที่แม่กลอง ขณะที่คุณพ่อก็ต้องย้ายไปทำงานจังหวัด อื่นๆ เป็นระยะตามหน้าที่
และด้วยเหตุที่เป็นลูกคนเดียว คุณพ่อกับคุณแม่ ก็อยากให้เรียนในโรงเรียนที่ดีๆ ดังนั้น พอเรียนจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่แม่กลอง ก็ได้มาเข้าเป็น นักเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียนราชินี แถวปากคลอง ตลาด จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็สอบติดโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา เรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ก็มาสอบติดได้เข้าเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจาก จบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ ต่างประเทศ ด้านการธนาคารและการเงิน Georgia State University, สหรัฐอเมริกา
"หลังจบมาก็มาเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ อยู่สำนักงานใหญ่ แผนก Private banking คือ บริการทางการเงินและการลงทุนแบบส่วนตัว ระดับสูง สำหรับบุคคลที่มีสินทรัพย์สุทธิในเกณฑ์ สูงมาก โดยมีผู้จัดการส่วนตัวคอยดูแล เช่น ซื้อหุ้นกู้ บ้างหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ ตราสารทุน ก็จะแนะนำ ว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี หรือว่าเอาเงินมาก้อนหนึ่ง ก็จะช่วยตัดสินใจดูหุ้นให้ว่าตัวไหนดี ตัวไหนไม่ดี แต่ตัวเองก็ไม่ได้ตัดสินใจนะ ก็จะมีหัวหน้า หัวหน้า ตัดสินใจให้อีกที ซึ่งจะว่าไปแล้วเพิ่งเข้ามาปีแรก ก็ยังไม่ได้ชำนาญ"

อย่างไรก็ตาม อยู่ได้ไม่ถึงปี ก็ลาออกมาสมัคร สอบเข้ารับราชการได้ในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีสำนักบริหารหนี้ สาธารณะ เป็นแค่กองนโยบายเงินกู้ สังกัดสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง ก็มีตำแหน่งเป็น นักเศรษฐกร (ชี4) ทำเรื่อง แผนบริหารหนี้สาธารณะ ก็คือทำแผนการ ก่อหนี้ในแต่ละปี คือ ปีนี้จะกู้อะไรบ้าง ของหน่วยงาน ไหนบ้าง เป็นวงเงินเท่าไหร่ ตอนนั้นจะเป็นแนว เงินกู้ต่างประเทศ เพราะว่าตอนนั้นประเทศไทยยัง ไม่มีตลาดพันธบัตรที่รุ่งเรืองเหมือนตอนนี้ แล้วก็จะมี พวก World Bank จะเข้ามาให้กู้ ธนาคารพัฒนา เอเซีย จากญี่ปุ่น ก็พวก JBIC JICA OECF ก็ทำเรื่อง เงินกู้ต่างประเทศเป็นหลัก
คุณจินดารัตน์ เล่าให้ฟังต่อมา ตอนนั้นเข้ามา มีงาน IMF World Bank Annual Meeting ที่จัด ขึ้นทุกปี เขาก็จะเลือกว่าประเทศไหนควรได้เป็น เจ้าภาพ เราก็ต้องเสนอตัวเหมือนโอลิมปิก เขาก็จะ พิจารณาร่วมกับคู่แข่งต่างๆ แล้วก็จัดประชุม ตอนนั้น ประมาณปี 2534 ไทยก็ได้จัดประชุม IMF World Bank Annual Meeting ครั้งแรก ตอนนั้นก็ได้ทำ หน้าที่ดูแลรัฐมนตรีคลังของประเทศที่เข้ามาประชุม ก็ได้ดูแลรัฐมนตรีคลังฟิลิปปินส์ ก็ทำหน้าที่ติดตาม เขาไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะไปประชุมห้องไหน หรือจะไป ช้อปปิ้ง ไปเที่ยววัดวาอารามไหน ก็จะเป็นผู้พาไป หรือว่าเขาจะต้องพบคนนี้ในรัฐบาลก็จะพาเขาไปก็ สนุกตี เพราะว่าเป็น เป็นงานใหม่
"แต่ว่าปีนี้ ปีที่เกษียณ ก็จะเป็นปีที่จัดประชุม World Bank Annual Meeting ขึ้นอีกครั้งที่ ประเทศไทย 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การ ประชุมแห่งชาติสิริกดิ์ กรุงเทพฯ ผู้ที่มาร่วมจะเป็น ทั้งรัฐมนตรีคลังทั้งผู้ว่าการธนาคารกลางด้วยของ แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก ตอนนี้ก็เป็นกรรมการ ดูแลในเรื่องสารัตถะ พิธีการ"
ก็ทำหน้าที่ นักเศรษฐกร มาเรื่อยตั้งแต่ ชี5 ชี6 ซี7 ชี8 พอมาขึ้น ชี9 ก็มาเรียกเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ตอนนั้นอายุก็ประมาณสัก 45 ก็คาบเกี่ยว กับการได้ยกฐานะเป็นสำนักบริหารหนี้สาธารณะที่ จัดตั้งขึ้นในปี 2545 โดยหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตอนนั้น ก็ทำเกี่ยวกับด้านหนี้สาธารณะและภาระผูกพัน ก็ จะดูทางด้านการบริหารหนี้สาธารณะเกี่ยวกับเรื่อง พิจารณาเรื่องความเสี่ยง แล้วก็การบริหารจัดการ หนี้สาธารณะ ก็ทำอยู่ 5 ปี ก็ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาตลาดตราสาร แล้วต่อมาเมื่อเกิตน้ำท่วม ขึ้นในปี 2454 ก็เปลี่ยนมาเป็นผู้อำนวยการสำนัก บริหารจัดการน้ำท่วม เพราะตอนนั้นเราต้องการเงิน สำหรับมาฟื้นฟูน้ำท่วมในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะออกเป็นพระราชกำหนด แต่ ก็ต้องตกไป เพราะการเข้ามาของ คสช.
อย่างไรก็ตาม แม้ คสช.เข้ามา แต่ปัญหาเรื่อง น้ำท่วมก็ยังไม่หมด ก็ยังคงต้องทำต่อแต่มีขนาตโครงการเล็กลง ก็มีการกู้เงินมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ก็คือสร้างแนวคันดินป้องกันระบบน้ำท่วมอะไรอย่างนี้ แล้วก็จัดการถนนด้วย อย่างเช่น เรื่องถนไร้ฝุ่น เข้าไปตามชนบทต่างๆ ก็มีทำแต่ว่าไม่มีจำนวนสูง เท่าไหร่

ต่อข้อถามว่า แนวทางการกู้เงินทำอย่างไรบ้าง คุณจินดารัตน์ บอกว่า ก่อนหน้านี้ ก็เคยทำเรื่องเงินกู้ โครงการให้กับรัฐวิสาหกิจ กู้เงินให้ไฟฟ้า ประปา รถไฟ อะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องขอกู้ ต่างประเทศไฟฟ้าก็มีกู้ญี่ปุ่นก็เยอะ มีกู้ World Bank มีกู้ ADB ก็เยอะ คือเรารับพิจารณาแหล่งเงินให้ อย่างเช่น มีโครงการมา เราก็จะไปดูความเหมาะสม ว่า เขามีความต้องการใช้เงินเท่านี้นะ อย่างเช่น สมมติว่า จะสร้างสายส่งหรือว่าเขื่อนของการไฟฟ้า เพราะฉะนั้นประเทศเราเทคโนโลยียังไม่ค่อยดี ก็ จะต้องอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ อย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นจะดูว่าจะสร้างเขื่อนลีกระดับไหน หรือสายส่งจะวางแนวไหน ต้องมีการพิจารณาด้าน อะไรบ้าง สิ่งแวดล้อม หรือว่าความคุ้มค่าทางการเงิน ทางเศรษฐศาสตร์อะไรอย่างนี้
ขอย้อนไปพูดเรื่องวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในรัฐบาล อภิสิทธิ์อีกครั้งครับ เป็นยังไงบ้าง คุณจินดารัตน์ บอกว่า ตอนนั้นก็คือ จะต้องหาเงินเพื่อไปกระตุ้น เศรษฐกิจ เพราะว่าช่วงนั้นประเทศไทยก็ค่อนข้าง ค่อนข้างจะลำบากอยู่ในการไปกู้ที่ไหนก็ไม่มีใคร อยากให้กู้ใช่ไหมคะ ก็คือเครดิตไม่ดีแล้ว ถ้าจะนับก็ น่าจะเริ่มมวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ IMF เข้ามาวางระเบียบ กฎเกณฑ์อะไรต่างๆ พอมาเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อรัฐบาลต้องการเงิน และเราในฐานะที่อยู่เรื่อง เงินกู้ก็ต้องทำพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งขึ้นมา ก็กู้เงินมา 400,000 ล้านบาท แต่ว่าก็ใช้ไม่หมดนะคะ ก็จะมีทุก Sector เลย ตั้งแต่คมนาคม อุตสาหกรรม เกษตร เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ก็จะมีสาขานี้เข้ามาด้วย จะทำหนังทำอะไรก็ว่ากันไป เราก็ให้ทุกคน เสนอโครงการเข้ามา โดย สบน.เป็นเลขานุการของ คณะกรรมการ คณะกรรมการก็จะมีรัฐมนตรีเป็น ประธาน แล้วก็ดึงหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วม ซึ่งปกติ แล้วเราไม่เคยดึงหน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมเลย
“ในสมัยนั้นที่เป็นความประทับใจก็คือ ดึงเอาสำนักงบประมาณเข้ามา ดึงเอากรมบัญชีกลางที่ปกติไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกันเท่าไหร่ เข้ามาร่วมด้วย คุณกร (กร จาติกวนิช รมต.คลังในสมัยนั้น) มานั่งประชุมเป็นประธาน ก็ทำงานกันจนค่ำมืดดึกดื่น ตอนนั้นก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องทำหน้าที่ชี้แจงกับคนที่จะมาฟัง คนที่จะขอกู้เงินก็จะถามว่า หลักเกณฑ์คืออะไร เพราะฉะนั้น พอมีวิกฤติ แต่ตัวเองก็คือจะถนัดที่สุดเลยในการที่จะร่างกฎหมาย แล้วก็ทำระเบียบหลักเกณฑ์ ทำโฟล์แล้วก็เซ็ตระบบด้วย ระบบเบื้องหลังด้วย เราก็ต้องไปทำระบบไอทีด้วย ให้เชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่นๆ ให้มันเบิกจ่ายกรมบัญชีกลางได้ ทำหน้าเว็บไซต์ให้สวย เงินกู้เท่านี้นะไปกระจายส่วนไหน ภูมิภาคนี้ เหนือ อีสาน ใต้ ออก ตกนี่ได้รับเท่าไหร่ วงเงินเท่าไหร่ เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ได้โครงการประเภทไหนบ้าง สามารถรายงานเข้า ครม.ได้ เข้าสภาก็เป็นวงจรไปเลย

คุณจินดารัตน์ บอกต่อด้วยว่า ปัจจุบัน พอมาเป็น สบน.ก็สามารถกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ จากแต่ก่อนกู้ต่างประเทศอย่างเดียว ส่วนเรื่องกู้ในประเทศจะเป็นเรื่องการกู้ชดเชยขาดทุนของกรมบัญชีกลาง ต่อมาในช่วงระหว่างนั้นเรามีการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ก็คือตลาดพันธบัตรให้ใหญ่ขึ้น ก็ถือเป็นความสำเร็จ แล้วก็สามารถระดมทุนได้การกู้เงินประเทศได้ง่าย คนที่มากู้เราก็จะเป็นทั้งคนในประเทศ ทั้งบริษัทประกันภัยที่เขาต้องการกู้ ต้องการที่จะมาลงทุนกับเรา คือเราให้กู้ เขาก็มาซื้อซื้อตราสารหนี้ของเราไประยะยาว 5 ปี 10 ปี 20 ปี 30 ปี 50 ปี คือเราเป็นผู้ออกตราสารพวกนี้ที่เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล หรือ government bond
จากนั้นก็ขึ้นมาเป็น ผู้อำนวยการ สำนักนโยบาย และแผน ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานด้าน แผนบริหารหนี้สาธารณะ ที่จริงๆ แล้วก็กลับไปเริ่ม ต้นจุดเดิมที่ได้เข้ามาตอนเป็น ชี4 สำนักนี้ก็จะทำ หน้าที่ในการทำแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปี ว่า ปีนี้มีใครจะกู้เท่าไหร่ วงเงินเท่าไหร่ แหล่ง ไหน แล้วก็จะดู checklist ความถูกต้องทางด้าน กฎหมายว่าเท่านี้นะ เป็นวงเงินเท่านี้ มันไม่เกิน กี่เปอร์เซ็นต์ของเพดานที่กำหนดไว้ อย่างตอน นี้เพดานอยู่ที่ 70% คือหนี้ต้องสาธารณะไม่เกิน 70% คือตอนนี้อยู่ที่ 66.38% ก็เกือบแล้ว เราก็จะดู กรอบนี่ คือมันจะมีหลายสัดส่วนให้เช็กลิสต์ ส่วนใหญ่ ที่เป็นห่วงคือเขาจะเป็นห่วงเรื่องหนี้ต่างประเทศ ว่ามันจะสูงเกินไปหรือเปล่า เพราะในอดีตเขาเคย เจอบาดแผลสมัยปี 2540 ที่หนี้ต่างประเทศสูงเกิน ทั้งเอกชนด้วยอย่างนี้ ก็จะกำหนดว่าภาระหนี้ ต่างประเทศต่อรายได้ไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ แต่โชคดีที่เรากู้ในประเทศเป็นหลัก ตอนนี้ก็ ประมาณ 99.2% กู้ต่างประเทศคือ 0.8% ซึ่งมังมัน น้อยมากเลย
"เราพยายามลิมิตตัวเอง คือสำนักนี้จะดู เรื่องความเสี่ยงด้วย เราก็จะต้องบริหารความ เสี่ยง ความเสี่ยงก็มี 3 ด้าน ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งไม่ควรสูงเกินไป ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเราต่ำมาก ทั้งพอร์ตหนี้มี อยู่ 12 ล้านๆ บาท ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ซึ่งก็ต่ำมาก ความเสี่ยงด้านปรับโครงสร้าง หนี้ ซึ่งก็คือ เรื่องของระยะเวลา เราควรมีที่ไม่เกิน 15 ปี คือตอนนี้เรามีอยู่ประมาณ 9 ปี 6 เดือน ซึ่งก็อยู่ในกรอบ"
หลังจากนั่งเป็นผู้อำนวยการสำนักแผนและ นโยบายแล้ว คุณจินดารัตน์ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะอีกประมาณ 4-5 ปี ก่อนไปรั้งตำแหน่ง ที่ปรึกษา 10 อีก 2 ปี มาถึง ตรงนี้ คุณจินดารัตน์ ยอมรับว่า ตอนนั้นไม่คิดแล้วว่า จะได้กลับมานั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการ สบน.(เทียบเท่า อธิบดี) คงอย่างสูงก็แค่ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ และ ก็คงเกษียณไปในตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อได้รับ การแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการ คลังได้เพียง 7 วัน ก็ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้ามาที่ สบน.อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สบน.ที่ว่างลง โดยจะอยู่ในวาระแค่เพียง 1 ปี "ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่บอกได้ว่าเมื่อเกิดมี วิกฤต ตัวเองก็จะได้เข้ามาทำทุกครั้ง ตั้งแต่วิกฤต
“ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่บอกได้ว่าเมื่อเกิดมีวิกฤติ ตัวเองก็จะได้เข้ามาทำทุกครั้ง ตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติช่วงโควิดระบาด เรื่อยมาจนมาถึง พ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาทของรัฐบาลชุดนี้ เวลาที่เขาขาดแคลนเงินต้องออกกฎหมายใหม่อะไร ก็จะโดนอยู่เรื่อยเลย อันนี้ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาทำในปีสุดท้ายของช่วงเกษียณอายุแล้วกับเงืนกู้ 4 แสนล้านบาท”
ต่อข้อถามว่า สำนักบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่ อย่างไรบ้าง คุณจินดารัตน์ บอกว่า ก็ทำหน้าที่บริหารหนี้ ตั้งแต่กู้เงิน ค้ำประกัน บริหารความเสี่ยง แล้วก็ชำระ คืนหนี้ แล้วก็ติดตามประเมินผลด้วย ก็จะมีกฎหมาย พ.ร.บ.หนี้สาธารธณะ ก็จะกู้ให้ใครบ้าง แล้วก็จะมี กรอบกฎหมายที่กำหนดว่า จะกู้ได้ไม่เกินสัดส่วนเท่า ไหร่ เท่าไหร่ แล้วก็ไปกู้ได้จากสถาบันไหนบ้าง คือเรา ไม่ได้กู้เอกชนต่างประเทศ นอกจากที่เป็นสถาบัน แล้วก็กู้ในประเทศ กู้ในรูปแบบไหนได้บ้าง สัดส่วน เป็นยังไง บริหารหนี้สาธารณะจะบริหารยังไง
อย่างเช่น โครงการหนึ่งเข้ามา อย่างเช่น รถไฟ ทางคู่ เราก็จะกู้ให้ส่วนใหญ่จะเป็นคู่ในประเทศ เรา ก็จะมาดูว่า พิจารณาตั้งแต่เขาคลอดออกมาเลย เรา ก็ต้องให้ความเห็นเลยว่าโครงการนี้สำคัญควรให้เป็น โครงการเงินกู้ไหม แล้วจะกู้ให้ในวงเงินเท่าไหร่ จาก สมมติว่า 10,000 ล้านบาท จะให้กู้เงินค่าอะไรบ้าง ปกติจะใช้ค่าก่อสร้าง ถ้าเวนคืนจะเป็นงบประมาณก่อสร้างก็จะใช้เงินกู้ ค่าจ้าง consult ก็จะใช้เงินกู้ แล้วก็ค่า omm อะไรอย่างนี้ ก็จะเป็นงบประมาณ หรือว่ารถไฟรับภาระเอง แล้วเราก็จะมาติดตาม กู้ให้แล้วเราก็ต้องมาจัดสรรด้วย
คุณจินดารัตน์มีหลักการบริหารงานของตัวเอง อย่างไรบ้าง เธอบอกว่า เป็นด้วยเจตนาความตั้งใจ ของตัวเองที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวม เลย คือไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง ถึงได้ไม่ได้ เลือกไปทำการเอกชน เพราะเอกชนผลประโยชน์ ที่เราทำให้เขาอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่อันนี้ก็คือ ประโยชน์ได้อยู่กับคนในประเทศไทย คือทำงานเพื่อ ประเทศโดยส่วนรวมจริงๆ ถึงแม้เงินเดือนจะน้อย กว่าเอกชน แล้วก็เป็นกรมที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ คือ ไม่ได้มีเงินพิเศษ จะบอกน้องๆ ว่า ให้ภูมิใจเพราะว่า เราทำประโยชน์ให้ประเทศจริงๆ ที่เราเห็นนะ ทั้งรัฐบาลทั้งรัฐวิสาหกิจเขาได้อะไรขึ้นมาแล้วคน ในประเทศก็ได้จากนั้น ก็คือส่วนใหญ่เป็นการลงทุน ให้รัฐทั้งนั้นเลย ที่เราจัดหาเงินมาให้ เราบริหารหนี้ ให้แล้วค้ำประกันให้ เราชำระคืนให้ นี่ก็คือผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับคนที่ใช้ประโยชน์ จากโครงการ รถไฟฟ้าคนได้ขึ้นไหม รถไฟทางคู่คนได้ ใช้บริการไหม สนามบิน หรือว่ารถ ขสมก. ประชาชน ก็ได้ใช้ การเคหะฯ แฟลตผู้มีรายได้น้อย หรือว่าจะกู้เงิน ไปช่วยเหลือประชาชน อย่างเช่น 60/40 คนก็ได้ใด้ใช้ อะไรแบบนี้

ต่อข้อถามว่า เมื่อได้เข้ามานั่งบริหารสูงสุดใน สบน.ได้คิดและมีแนวทางอะไรไปบ้าง คุณจินดารัตน์ บอกว่า ได้เปลี่ยนแปลงในด้านประชาสัมพันธ์ ก็คือ การที่คนรู้จัก สบน.น้อยมาก แล้วก็จะเป็นด้านลบ ตลอด เพราะเป็นเรื่องการกู้เงินเข้ามา มักจะถูกถาม ว่าต่อหัวเท่าไหร่ ซึ่งเราจะไม่พูดถึงเรื่องหนี้ต่อหัว แต่ เราจะพูดว่านี่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เป็นการ ลงทุนส่วนใหญ่กับประเทศอย่างที่เห็นเป็นโครงการ ต่างๆ แล้วก็คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือเราแล้วก็ลูก หลานของเราในอนาคต จะบอกว่าเหมือนกับการทำ ธุรกิจต่างประเทศชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องมีการ กู้เงินมาอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พยายามจะลดตรงนี้ ด้วย ไปใช้การระดมทุนรูปแบบอื่น เช่น กองทุนโครงสร้าง พื้นฐาน การลงทุนแบบ ppp
"ก็พยายามจะบอกว่า ให้ไปสื่อสารภาพลักษณ์ ด้านบวกกับสาธารณชน โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ สื่อสารในแง่มุมของเด็ก เพราะเด็ก gen Z เขาก็ จะไม่อยากฟังภาษาวิชาการ อันนี้ก็สนับสนุนให้ น้องเข้ามาประกวดกันในหลายแพลตฟอร์ม หรือ จะมีรางวัลว่าอะไรที่แบบให้กับประชาชนชาวบ้าน ให้เข้าใจมากขึ้น อันนี้ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ หลายรูปแบบ"
ต่อข้อถามว่า ในการบริหารหนี้สาธารณะ มี แนวทางอย่างไรในการลดหนี้ลงบ้าง คุณจินดารัตน์ บอกว่า คือเรามีการแจ้งเตือนในทุกๆ รัฐบาลตลอด ว่า หนี้สาธารณะที่สูง 86% มาจากการกู้เพื่อชดเชย การขาดดุลในแต่ละปี ซึ่งตรงนี้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ ที่สุด ทำอย่างไรถึงจะลดการขาดดุลลงได้ ซึ่งไม่ใช่ เฉพาะ สบน. แต่ว่าเป็นเครดิตเรตติ้ง โดยหน้าที่อีก ส่วนหนึ่งของ สบน.คือดูแลเครดิตเรตติ้ง Agency ด้วยพวก S&P มูดี้ส์ เขาจะมาประเมิน สบน.เป็น คนจ้าง เขาก็จะประเมินแล้วเตือนตรงนี้ทุกทีว่า หนี้ สาธารณะของคุณสูงเกินไปแล้วนะ หนี้กู้ขาดดุลของ คุณไม่ควรเกิน 3% แต่ว่าแผนของเราถึง 496 เขาถาถาม ว่า คุณพยายามลดได้ยังไง เราเอาคำนี้ไปสื่อสารกับ ท่านรัฐมนตรี (คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมต. คลังคนปัจจุบัน) และรัฐมนตรีก็วิตกมาก กลัวเรตติ้ง ตก เพราะถ้าตกก็จะมีผลต่อไปถึงเอกชนด้วย ก็คือ จะกู้ได้สูงขึ้น อยู่ดีๆ แต่อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นเลย ถ้าเกิดเครดิตของประเทศคือตัวแม่สูงแล้ว เอกชนก็ ต้องกู้ได้สูงเหมือนกัน ซึ่งมันไม่เป็นผลดี
“ท่านก็เลยเป็นห่วงเรื่องนี้มากเลย คือเราไป Alert ท่าน ท่านก็พยายามลดหนี้ ลดขาดดุลต่อ GDP ลงให้เหลือ 3% ซึ่งในแผนการคลังระยะปานกลางก็จะลดลง และค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ก็ต้องไปเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ท่านก็จะติดตามเรื่องรายได้ทุกเดือนเลยว่า รายได้จากกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร เข้ามาตามเป้าไหม แล้วก็รายจ่ายลดได้ไหม ถึงได้มีนโยบายที่จะเออรี่รีไทร์ หรือว่าลดสวัสดิการของข้าราชการลง ก็คือลดรายจ่าย หรือว่าไปควบรวมกระทรวงซ้ำซ้อน นี่ก็คือความพยายามที่จะลดหนี้สาธารณะ”
สุดท้ายเราถามว่า เกษียณแล้วจะทำอะไรต่อ คุณจินดารัตน์ บอกด้วยรอยยิ้มว่า คิดว่ายังจะสมัครเป็นบอร์ดในรัฐวิสาหกิจต่อ คือปัจจุบันก็เป็นบอร์ดบ้างอยู่แล้วตามหน้าที่ในฐานะผู้แทนกระทรวงการคลัง เช่น ตอนนี้ ก็เป็นบอร์ดในบริษัทบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ ที่ก่อสร้างศูนย์ราชการศูนย์ราชการ แล้วก็เป็นประธานบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเมื่อเกษียณก็ต้องลาออกไป แล้วสมัครกลับเข้ามาใหม่ในฐานะกรรมการอิสระ แต่ตอนนี้ก็พอมีคนชวนไปทำงานบ้างเหมือนกัน
นอกจากนี้ ก็มีการออกกำลังกาย แล้วก็ทำทำไร่ทำสวน ตกแต่งบเน เพราะชอบ ตอนนี้ก็มีไปซื้อสวนไว้ที่นครนายก ปลูกผลไม้ พวก ทุเรียน เงาะ ฯลฯ ที่ดินสวยมีลำธารติดกับเชิงเขาใหญ่ แต่ฝั่งนครนายก ก็เตรียมเอาไว้หลังเกษียณ คุณจินดารัตน์ กล่าวในที่สุด
.jpg)