ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คอลัมนิสต์ / บทวิเคราะห์ ย้อนกลับ
ศ.สุชาติ การยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูง มีต้นทุนต่อประชาชนและเศรษฐกิจสูง
24 ส.ค. 2569

24 สิงหาคม 2569
ศ.สุชาติ “การยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูง” มีต้นทุนต่อประชาชนและเศรษฐกิจสูง ขณะที่ประสิทธิผลในการทำลายเงินผิดกฎหมายต่ำ การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท—ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด รัฐบาลเสียความเชื่อมั่น

1.ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทรุ่นเก่า 2 รุ่น ซึ่งมีอายุประมาณ 20–30 ปี มูลค่ารวมราว 140,000 ล้านบาท (คิดเป็น 5.1% ของมูลค่าธนบัตรหมุนเวียนทั้งหมดในปัจุบัน 2.764 ล้านล้านบาท) ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารตามที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้เสนอว่ารัฐบาลไทยควรยกเลิกธนบัตร (demonetization) 1,000 บาท 2 รุ่นนั้น เพื่อบีบให้เงินจากการคอร์รัปชัน ทุนสีเทา และธุรกิจผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบ 
2.กระผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะ (1) การที่ธนบัตรเก่าไม่กลับเข้าสู่ระบบธนาคาร ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินคอร์รัปชันหรือเงินจากอาชญากรรม เงินบางส่วนอาจถูกประชาชนเก็บออมไว้นอกธนาคาร อยู่ในระบบการค้าที่ยังใช้เงินสด สูญหาย ชำรุด ถูกนำออกนอกประเทศ หรืออยู่ในมือของผู้ที่ไม่สะดวกเข้าถึงระบบการเงิน ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าเงิน 140,000 ล้านบาททั้งหมดเป็น “เงินสีเทา” หากหลักฐานแยกประเภทยังไม่ชัดเจน
3.บทเรียนที่เจ็บปวดจากอินเดีย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีเดิม สิ้นสภาพการเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรสองชนิดนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 86% ของเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในขณะนั้น การตัดสินใจอย่างฉับพลันทำให้เงินสดที่ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ลดลงอย่างรุนแรงในชั่วข้ามคืน ในช่วงนั้นผมอยู่ที่รัฐปัญจาบ อินเดีย ผมเห็นด้วยตนเองว่า ประชาชนในชนบท คนยากจน เกษตรกร ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายเล็ก ต้องเสียเวลามายืนต่อแถวยาวหน้าธนาคารเป็นเวลาหลายวันและหลายสัปดาห์ เพื่อแลกธนบัตรที่ถูกยกเลิกเป็นธนบัตรใหม่ หลายคนมีเงินที่หามาโดยสุจริต แต่ขาดเอกสาร ไม่มีบัญชีธนาคาร หรืออยู่ห่างไกลจากสาขาธนาคาร จึงได้รับความเดือดร้อนมาก
4.ในทางตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจ ผู้มีเส้นสาย และขบวนการที่มีเครือข่ายทางการเงินกลับมีช่องทางกระจายเงินผ่านบุคคลอื่น ซื้อทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนเงินได้ง่ายกว่าคนธรรมดา มาตรการที่ตั้งใจเล่นงานคนโกงจึงกลับสร้างภาระแก่ประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก เปรียบเสมือน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”
5.ผลสุดท้าย ธนาคารกลางอินเดียรายงานว่าธนบัตรที่ถูกยกเลิกมากกว่า 99% ถูกนำกลับแลกคืน แสดงว่าเงินที่รัฐบาลคาดว่าจะสูญสภาพเพราะเจ้าของไม่กล้านำมาแสดงตนนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก การยกเลิกธนบัตรจึงไม่ได้ทำให้เงินผิดกฎหมายหายไป ตามที่รัฐบาลบอกประชาชนไว้ แต่กลับทำให้ประชาชนและนักลงทุนทั่วโลกไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจรัฐบาลฯ
6.เศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบ งานศึกษาของ Gabriel Chodorow-Reich, Gita Gopinath, Prachi Mishra และ Abhinav Narayanan พบว่า การขาดแคลนเงินสดจากมาตรการดังกล่าว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงประมาณ 3 percentage points ในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2559 และทำให้อัตราการเติบโตในไตรมาสที่ได้รับผลกระทบต่ำกว่ากรณีที่ไม่มีมาตรการประมาณ 2 จุด-เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังทำให้การจ้างงานและการขยายตัวของสินเชื่อลดลงด้วย 
สิ่งที่ลดลงอย่างรุนแรงคือ “เงินสดที่ใช้ชำระได้ในขณะนั้น” งานวิจัยระบุว่าเงินสดที่ใช้ได้ลดลงประมาณ 75% ในช่วงแรก แต่ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง เช่น M3 ไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
7.ศาสตราจารย์อมาตยา เซน (Amartya Sen) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ วิจารณ์มาตรการนี้ว่าเป็นการใช้อำนาจที่กระทบต่อรากฐานของ “ระบบเศรษฐกิจแห่งความไว้วางใจ” เพราะธนบัตรคือคำมั่นของรัฐต่อประชาชน เมื่อรัฐทำให้คำมั่นนั้นสิ้นผลอย่างฉับพลัน ความเชื่อมั่นในระบบเงินตราและสถาบันของรัฐย่อมเสียหาย 
8.การยกเลิกแบงก์พันไม่ลดคอร์รัปชัน ผู้ที่คอร์รัปชันหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายไม่ได้เก็บทรัพย์สินทั้งหมดเป็นธนบัตร เงินเหล่านี้อาจถูกเปลี่ยนเป็นทองคำ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล เงินตราต่างประเทศ บริษัทบังหน้า หรือถูกโอนไปต่างประเทศแล้ว การยกเลิกธนบัตรจึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ยิ่งประกาศมาตรการล่วงหน้านาน ผู้กระทำผิดก็ยิ่งมีเวลาย้ายทรัพย์สิน แต่ถ้าประกาศฉับพลัน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ธุรกิจรายย่อย และเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังต้องพึ่งเงินสดก็จะได้รับความเสียหาย 
9.ต้องปราบคอร์รัปชันที่ต้นเหตุ หัวใจของการปราบคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ที่ขนาดของธนบัตร แต่อยู่ที่ความสุจริตและเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ ตลอดจนความเข้มแข็งของสถาบันตรวจสอบบทเรียนจากสิงคโปร์ในยุคลี กวน ยู แสดงให้เห็นว่า ผู้นำที่ไม่ยอมรับการทุจริต ประกอบกับกฎหมายที่บังคับใช้จริง ระบบราชการที่มีคุณภาพ การตรวจสอบทรัพย์สิน และองค์กรปราบปรามคอร์รัปชันที่ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ สามารถลดคอร์รัปชันได้อย่างมาก ส่วนการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันในจีนสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงให้เห็นว่า หากฝ่ายการเมืองเอาจริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็สามารถถูกสอบสวนและลงโทษได้
10.การพึ่ง “ผู้นำที่เข้มแข็ง” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยต้องสร้างระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้นำหรือผู้มีอำนาจคนใดแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบได้ด้วยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ (1) ตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยใช้ข้อมูลจากธนาคาร ภาษี ศุลกากร ที่ดิน ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมกัน (2) บังคับเปิดเผยผู้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัทและนิติบุคคล (3) ตรวจสอบทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง (4) เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาของรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ (5) คุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การยึดทรัพย์ (6) ใช้กฎหมายฟอกเงินและมาตรการยึดทรัพย์กับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม และ (7) กำกับธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่แบบมุ่งเป้า แทนการลงโทษประชาชนทั้งประเทศ
11.ข้อเสนอสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ควรมีการตรวจสอบธนบัตร 1,000 บาทรุ่นเก่ามูลค่า 140,000 ล้านบาท อย่างละเอียด และเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า ตัวเลขดังกล่าวคำนวณอย่างไร เป็นธนบัตรรุ่นใด ออกใช้จำนวนเท่าใด และมีหลักฐานเพียงใดที่เชื่อมโยงกับเงินผิดกฎหมาย หากต้องการนำธนบัตรเก่าออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านอายุหรือความปลอดภัย ควรใช้วิธี “ทยอยเรียกคืน” ผ่านธนาคารโดยไม่ทำให้ธนบัตรสิ้นสภาพทันที ให้ประชาชนมีเวลานำมาแลกอย่างเพียงพอ ไม่มีค่าธรรมเนียม และรับรองสิทธิของผู้ถือธนบัตรโดยสุจริต วิธีนี้แตกต่างอย่างสำคัญจากการยกเลิกธนบัตรแบบอินเดีย
12.การปราบทุนสีเทาและคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเด็ดขาด แต่ต้องจับคนผิดด้วยข้อมูล เส้นทางเงิน และกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ทำให้คนสุจริตเดือดร้อน จึงไม่ควรยกเลิกธนบัตร 1,000 บาทเพียงสงสัยว่าเงินสดบางส่วนอาจเป็นเงินสีเทา เพราะท้ายที่สุด คนจนและประชาชนทั่วไปอาจต้องต่อคิวรับความลำบาก ขณะที่คนโกงตัวจริงใช้เส้นสายและช่องทางอื่นหลบหลีกได้ เหมือนเดิม ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 สิงหาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 ก.ค. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481 หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงป...