ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คอลัมนิสต์ประจำอปท.นิวส์ ย้อนกลับ
Soft Power ของจีน
08 พ.ค. 2565

 

โลกของจีน : โดย ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ

Soft Power ของจีน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถนัดในเรื่องการใช้ Hard Power อำนาจที่แข็งกร้าว บังคับ ข่มขู่ ด้วยวาจา ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจ ใช้กำลังทางทหารโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงทางทหารเพื่อให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการ ดังปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในหลายกรณีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

อาทิ การตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากประเทศที่ค้าขายกำไรสหรัฐฯมากๆอย่างจีน การขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีที่เหนือกว่าสหรัฐฯ การขึ้นบัญชีดำสินค้าที่ส่งเข้าตีตลาดโดยอ้างว่าใช้แรงงานเด็ก การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ อิหร่าน จนมาถึงรัสเซีย หรือการใช้กำลังทางทหารกับเวียดนาม อิรัก อัฟกานิสถาน ฯลฯ ด้วยหลากหลายข้อกล่าวหา

แต่ภาคเอกชนคนอเมริกันก็ฉลาดที่สามารถสร้าง Soft Power เปลี่ยนภาพพจน์ผู้ร้ายให้เป็นพระเอก แปลงความรุนแรงเป็นรายได้จำนวนมหาศาล โดยฮอลลีวู้ดได้นำบรรดาซูเปอร์ ฮีโร่ จากค่ายต่างๆ ที่ใช้อาวุธและความรุนแรงกำจัดฝ่ายตรงข้ามสร้างสันติภาพและความสงบสุขในโลก ที่ตรงข้ามกับความจริงของประเทศ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ส่งออกไปกวาดเงินจากผู้ชมทั่วโลก

นักวิชาการบอกว่า Soft Power หรือ “อำนาจละมุน” คืออำนาจที่เกิดจากการสร้างเสน่ห์เพื่อใช้โน้มน้าว รวมถึงการสร้างอิทธิพลทางสังคมอละความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประชาชนประเทศอื่นๆ โดยอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญคือ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง นโยบายต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น แม้จะมีประวัติศาสตร์ด้านการใช้กำลังสู้รบเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองภายในประเทศมานานนับพันปี แต่ในยุคปัจจุบันรัฐบาลจีนมีความชัดเจนในการใช้ Soft Power ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ยกเว้นกับบางครั้งบางคราวที่ดูจะมีท่าทีแข็งกร้าวเมื่อโดนบางประเทศโจมตีหนักๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนเป็นตัวอย่างของการใช้ Soft Power อย่างได้ผลเมื่อจีนสามารถเปลี่ยนภาพพจน์และความรู้สึกในใจคนอาเซียน “จากชาติคอมมิวนิสต์ที่เป็นภัยคุกคาม” ให้กลายเป็นมิตรที่ทรงพลัง  สร้างสรรค์ เติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ ทันสมัย และเอื้อประโยชน์

ประโยชน์ที่ว่าคือ ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอิทธิพลทางการทูตระหว่างประเทศ โดยประกาศต่อโลกว่า ภายใน 5 ปี จีนจะส่งนักท่องเที่ยวจีน 150 ล้านคน ไปยังประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมยุคใหม่ของโครงการ BRI  โดยคาดว่าจะทำให้เงินสะพัดถึง 200,000 ล้านดอลลาร์

ไทยคือหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงฆ์จากนโยบายดังกล่าว โดยในปี 2019 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยสูงถึง 11 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 5 แสนล้านบาท 

ถ้าไม่เกิดโรคโควิด-19 เคยมีการคาดการณ์ว่า จะมีชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกราว 242 ล้านคน ภายในปี 2567 ซึ่งจะส่งผลบวกทางเศรษฐกิจต่อภูมิภาคเอเชีย ยุโรป แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา

 “ภาษาและวัฒนธรรมจีน” ถือเป็นเอกลักษณ์ที่คนต่างชาติสนใจศึกษา เป็น Soft Power ที่ทรงพลังของจีนจนแม้แต่สหรัฐฯยังหวาดกลัว

ก่อนเกิดโควิด-19 จะมีนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกเลือกที่จะเข้าไปศึกษาที่จีนปีละเกือบ 5 แสนคน กระจายอยู่ใน 31 มณฑลของจีน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากเอเชีย แอฟริกา และยุโรป 

ต่อมาจีนได้ใช้ “สถาบันขงจื่อ” ที่อยู่ภายใต้สำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ หรือฮั่นปั้น (Hanban) เป็นหัวหอกในการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีนไปทั่วโลก โดยในปี 2018 ได้เปิดสถาบันขงจื่อขึ้นทั่วโลกจำนวน 548 แห่ง และเคยมีเป้าหมายว่าจะถึง 1,000 แห่ง ภายในปี 2020

การรุกด้านภาษาและวัฒนธรรมดังกล่าวเคยสะดุดใจ ไมค์ พอมเพโอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองทุกมิติของจีนว่าเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ จึงผลักดันนโยบายให้ปิดสถาบันขงจื่อที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่งภายในปี 2020 โดยอ้างว่า เป็น “หน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อ” ที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้จัดหาสายลับและแนวร่วมตามมหาวิทยาลัยที่แผ่อิทธิพลชั่วร้าย

ช่วงปีแรกของการระบาดโควิด-19 ที่จีนถูกสหรัฐฯโยนบาปว่ามาจากแล็บอู่ฮั่น เป็น “ไวรัสจีน”นั้น จีนแก้เกมด้วยการส่งความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การแพทย์โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งซิโนแวค ซิโนฟาร์ม แก่นานาประเทศโดยเฉพาะเหล่าประเทศยากจน เลยถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกค่อนขอดว่า จีนเล่นบท “การทูตวัคซีน” ที่โหนกระแสสร้าง Soft power ให้ตัวเอง

แม้จีนจะมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคนที่ต้องดูแล แต่ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้ให้คำมั่นกับองค์การอนามัยโลกว่า เมื่อใดก็ตามที่วัคซีนของจีนประสบความสำเร็จดี วัคซีนนี้จะเป็น “ผลิตภัณฑ์สาธารณะของโลก” ซึ่งจีนได้ทำให้เห็นเมื่อบริจาควัคซีนแก่นานาชาติในเวลาต่อมา 

ในขณะที่ชาติมหาอำนาจและชาติที่ร่ำรวยพากันแย่งซื้อวัคซีนเก็บไว้ใช้เองจนปรากฏภายหลังว่า มีมากจนใช้ไม่ทัน เพราะหมดอายุจนต้องทิ้งนับล้านโดส หรือหลายชาติเพิ่งมาทำตัวเป็นนักบุญบริจาควัคซีนที่พอแกะกล่องแล้วพบว่าใกล้หมดอายุ 

 “การทูตวัคซีน”ของจีน การปิดประเทศ ล็อคดาวน์ทั้งเมือง จนควบคุมการแพร่ระบาดในเวลาอันสั้นและฟื้นตัวได้เร็ว พร้อมๆ กับการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ๆ ออกมาใช้สู้กับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ผลักดันให้จีนได้รับคะแนนนิยม ความนับถือ ความเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยการบังคับข่มขู่แต่อย่างใด

ย้อนกลับมาดูประเทศไทยเรา ผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานรัฐเพิ่งตื่นตัวในเรื่อง Soft Power เมื่อแรปเปอร์สาวไทยอย่าง “มิลลิ” ช่วยเอาข้าวเหนียวมะม่วงของไทยไปขึ้นเวทีในงานดนตรีใหญ่ยักษ์ของสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ก็มีนักร้องดัง “ลิซ่า” มีนักแสดงอย่าง “โทนี่ จา” ที่นำพาศิลปการต่อสู้มวยไทยให้โกอินเตอร์  

ของดียังมีอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศว่า รู้จักใช้อย่างไรหรือไม่

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16 - 31 พฤษภาคม 2565
อปท.เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
17 พ.ค. 2565
การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจหรือจุดเริ่มต้นของกระบวนการประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้นำหรือผูบริหารไม่วาจะในระดับประเทศหรือในระดับท้องถิ่น โดยในอดีตการดูแลควบคุมการเลือกตั้งจะเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ทำหน้าที่กำกับดูแ...
หนังสือในเครือ
สุดยอดผู้นำท้องถิ่นแห่งปี 2558