อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 479
การคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาของประเทศไทยที่รื้อรังมานาน ยิ่งล่าสุด Transparency International ประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ประเทศไทยทำคะแนนได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน จัดอยู่อันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในรอบ 14 ปี และเมื่อเทียบกับปี 2567 คะแนนของไทยลดลงอีก 1 คะแนน ขณะที่อันดับโลกตกลงถึง 9 อันดับ แม้เราจะได้ยินได้ฟังมาแทบทุกยุคทุกสมัย หรือเกือบทุกรัฐบาล จะทำการแก้ไขขจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไป แต่ลงท้ายก็ไปไม่ถึงไหน แม้จะมีการจัดตั้งองค์กรในหลายรูปแบบเข้ามาดำเนินการก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาองค์กรที่เข้ามาขับเคลื่อนและผลักดันต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง มีอยู่หนึ่งองค์กรที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชน นั่นก็คือ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือที่เราเรียกขานกันว่า ACT ที่ฉบับนี้ เราจะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับผู้นำองค์กร ACT แห่งนี้ ซึ่งก็คือ “ดร.มานะ นิมิตรมงคล” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ออกมาให้ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐใดบ้างที่เรียกรับสินบนเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเล่นเอาสะเทือนไปทั่ว
สำหรับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ แห่งนี้ คุณมานะเข้ามารับช่วงต่อจากประธานฯ คนเดิมคือ “คุณประมนต์ สุธีวงศ์” ซึ่งหลังเข้ามารับตำแหน่ง คุณมานะ ได้แสดงบทบาทการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนอย่างแข็งขัน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลความไม่ชอบมาพากล รวมถึงการดึงหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมต่อการต่อต้านการคอร์รัปชั่นเด่นชัดขึ้น ซึ่งหากมองย้อนหลังไปแล้ว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมเขาจึงแข็งขันมากนัก เพราะในอดีตเขาก็คือนักกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมไทยสมัยเป็นนักศึกษาเมื่อวัยหนุ่มมาแล้ว มุมมองและทิศทางในวันนี้จึงแหลมคมยิ่งนัก

ดร.มานะ ปัจจุบันในวัย 66 ย่าง 67 ปี เล่าย้อนหลังให้เราฟังว่า ตัวเขาเป็นคนพื้นเพอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก คุณพ่อ-คุณแม่ ทำธุรกิจขนส่ง มีรถ 6 ล้อ วิ่งรับจ้างขนส่งทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ นครนายก สระบุรี วิหารแดง และกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงคุ้นเคยและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์รายทางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตั้งแต่วัยเด็ก เรียกว่าชินชาจนถึงขั้นคุณพ่อ-คุณแม่ อยากให้ไปเป็นตำรวจ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ผู้ชาย 5 คน โดยตัวเขาเป็นคนที่ 4 และน้องคนสุดท้องเป็นผู้หญิง ชีวิตในวัยเด็กก็เรียบๆ ง่ายๆ
ด้านการศึกษาเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดช้าง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก แล้วมาจบมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนวัดราชาธิวาส ก่อนจะมาจบนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง “ผมเข้ากรุงเทพฯ มาช่วงเรียนมัธยมฯ ที่วัดราชาธิวาส ก็มาเช่าบ้านอยู่แถวท่าดินแดง คลองสาน กับพี่ๆ น้องๆ ที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน สมัยเรียนมัธยมฯ ก็ต้องมาต่อรถเมล์ที่สนามหลวงเพื่อไปเรียน ก็จะได้เห็นการจัดกิจกรรมทางการเมืองที่ท้องสนามหลวง ที่มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์อยู่เนื่องๆ ได้เห็นความเป็นไปของสังคมไทยในสมัยนั้น เพราะมีหลากหลายอาชีพมากที่ท้องสนามหลวง จะเรียกว่าได้ซึมซับบริบททางการเมืองและสังคมมาตั้งแต่สมัยนั้นก็ว่าได้”

สำหรับการตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะไม่เก่งเลข และได้ปรึกษาคุณพ่อ-คุณแม่แล้ว ท่านก็ว่าจะเรียนนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ก็ได้ ก็หวังจบมาจะไปเป็นทหารหรือตำรวจ โดย ดร.มานะ เล่าว่า เมื่อเข้าเรียนที่รามคำแหง ประมาณปลายปี 1 ก็เริ่มทำกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัย ได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ และก็เป็นกรรมการสโมสรที่ดูแลทางด้านกีฬาของมหาวิทยาลัย จนกระทั่งปี 4 ถึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัย ชีวิตก็โลดโผนอยู่กับเวทีการปราศรัยตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา
“ขึ้นเวทีปราศรัยสมัยโน้นเขาเรียกไฮปาร์ค ก็ที่สนามหลวงครั้งแรกในสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เรื่องเกี่ยวกับน้ำตาลแพง น้ำตาลขาดแคลน ก็ขึ้นพูดกับศูนย์นิสิตนักศีกษาแห่งประเทศไทย ผมก็พูดเน้นในเรื่องความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ต้องใช้น้ำตาล แล้วก็ความไม่ตรงไปตรงมาของนักการเมือง แต่ประเด็นหลักที่เราพูดก็คือ ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษา เป็นลูกหลานของคนทำมาหากิน สิ่งที่เราอยากเห็นคืออะไร”

ดร.มานะ เล่าด้วยว่า ช่วงนั้นก็มีการเดินขบวนกันหลายครั้ง เจอทั้งการยิง การปาระเบิด ตรงสนามหลวง หน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่ตื่นเต้นมากก็คือที่หน้าสยามสแควร์ ก็มีคนก็ปาระเบิดกันจากด้านบนศูนย์การค้าลงมา ตัวเขาและพี่ชายผมก็ต้องนอนหมอบอยู่ในคูน้ำข้างทาง ก็เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว แต่ก็เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง
ดร.มานะ ยอมรับว่า หลังจบการศึกษา ก็มุ่งทำงานหางเนอย่างเดียวเพราะที่บ้านก็เริ่มขาดแคลน คือพอจบนิติศาสตร์ก็ไปฝึกงานเป็นทนายอยู่ 2-3 เดือน แต่เนื่องจากรายได้น้อยมาก จึงออกไปเป็นพนักงานขาย โดยเริ่มต้นขเป็นพนักงานขายอุปกรณ์เครื่องเขียน หลังจากนั้นก็มาเป็นพนักงานขายสารเคมีให้กับโรงงานฟอกย้อม เค คอสมิค ทำได้สักปีครึ่งก็ได้เลื่อนเป็นผู้จัดการ อยู่ที่นี่ได้ 3 ปี ก็ไปทำงานเป็นผู้จัดการดูแลร้านอาหาร
“ช่วงนั้นเรียกว่าอะไรที่มันเป็นเงินทำหมด แล้วก็ไปเป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท นู้ดเดิ้ล การ์เด้น ประมาณอายุสัก 26 ผมก็เริ่มมีลูกสาวคนแรกแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องหาเงินอย่างเดียว ก็ทำที่นี่สัก 3 ปีกว่า ก็ออกไปเป็นผู้จัดการฝ่ายขายสินค้าพวกเฟอร์นิเจอร์ งานตกแต่งภายใน ทำที่นี่อีก 7 ปีครึ่ง แต่ตรงนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะว่าเราได้มีโอกาสไปคุย ไปดีลงานใหญ่ๆ ไปดูงานต่างประเทศ ติดต่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ดูงานนิทรรศการ ได้โเห็นอะไรแปลกใหม”
จนมาอายุ 36 ปี ก็มาเปิดธุรกิจของตัวเองชื่อ Display Center เพราะว่าสมัยนั้นบ้านเราค้าปลีกกำลังเริ่มบูม แต่เรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่งร้าน ในการจัดวางสินค้าหรือป้ายโฆษณา ป้ายราคา บ้านเรายังเพิ่งเริ่มพัฒนา เราก็ไปดูต่างประเทศมา นำเข้ามาบ้าง ออกแบบและผลิตในบ้านเราเองบ้าง ก็มีรับจ้างทำชั้นวางสินค้า (shelf) ก็ถือเป็นบริษัทผลิต shelf รุ่นแรกๆ ของประเทศไทย แรกๆ ก็จะขายให้กับบริษัทต่างชาติ เช่น ฟิตโตเลย์ บริษัท 3M บริษัท บอร์เนียว คือเวลาเขามีสินค้า จากเดิมที่ทำเป็น shelf ไม้ หรือเอา shelf ซูเปอร์มาร์เก็ตมาวาง เราก็ดีไซน์ shelf พิเศษให้เขา ทำป้ายให้เขา ทำส่งเสริมการขายให้เขา เพราะช่วงนั้นธุรกิจก็ไปได้ดี ถึงจุดหนึ่งมาเป็นผู้แทนจำหน่ายเคาน์เตอร์แคสเชียร์ที่มีระบบสายพาน ช่วงหนึ่งผมคุมตลาดถึง 75% ของประเทศไทย

พอถึงจุดหนึ่งก็เข้าไปช่วยงานให้กับหอการค้าไทย ดูแลเรื่องกิจการระหว่างประเทศ มีโอกาสไปประชุม เอเปค หลายๆ ที่ ต่างชาติมาหอการค้าก็จะไปต้อนรับ ก็ยิ่งทำให้เปิดโลกกว้างขึ้นไปอีก รู้จักคนมากขึ้น ถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่บอกกับตัวเองว่าสำคัญมากนะ ต้องผู้ใหญ่เมตตา แต่มันจะต้องเริ่มต้นจากการที่เราเป็นคนที่ทำงานจริง ให้ผู้ใหญ่เห็น แล้วก็ต้องเป็นคนซื่อสัตย์ เพราะว่าถ้าเราไปที่ไหนในนามของหอการค้า ไปในนามของผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าเราไปทำไม่ดี เขาเสียหาย เหมือนกับเขาการันตีให้ ในเรื่องความซื่อสัตย์เราก็ต้องทำ ก็ทำงานให้หอการค้ามากขึ้น เช่น เขาเพิ่มงานทางด้านกรรมการ ที่เขาเรียกว่า กรรมการด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชั่น ก็เริ่มมาจากหอการค้า


แล้วจนกระทั่งปี 53 ปี 54 ก็เริ่มคุยกับ คุณดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าไทยคนที่ 21 โดยท่านได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหอกคนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจและต่อต้านคอร์รัปชัน บอกว่า มันไม่ได้แล้ว คอร์รัปชั่นมันไปไกลมากแล้ว มันวิกฤตมากแล้ว เอกชนจะได้ผลกระทบก่อนเลย เพราะว่าเราเจอตรงๆ พวกเราบางคนมีเงินมาก ทำธุรกิจใหญ่โตกินชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่หมด แต่ถ้าวันนี้เราไม่ลุกขึ้นมาสู้เรื่องคอร์รัปชั่น ประเทศมันจะไม่ไปไหน แล้วลูกหลานเราจะอยู่ไม่ได้ วันดีคืนดีธุรกิจของเราจะเจ๊งไม่รู้ตัว เพราะว่าประเทศเรามันบิดเบือนทางเศรษฐกิจทางธุรกิจไปมากเหลือเกิน
พวกผู้ใหญ่ในแวดวงธุรกิจก็เริ่มมาจับมือกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็เริ่มมาตั้งแต่ปี 54 ตัวผมก็เข้ามาช่วย แล้วประมาณปี 49-53 ผมเรียนปริญญาเอกกับ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาลที่ราชภัฏ จันทรเกษม (ปริญญาโทบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต) ก็เหมือนกับได้มาฝึกมาเสริมความรู้ เสริมทฤษฎีหลักการทางด้านปัญหาคอร์รัปชั่นทางด้านธรรมาภิบาล ทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ตั้งมาในปี 54 โดยคุณดุสิต นนทะนาคร แต่ยังตั้งไม่เสร็จก็มาเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ก็มาสานต่อ เป็นประธานคนแรก แล้วก็มาที่คุณวิเชียร พงศธร แล้วก็มาที่ผม โดยวันแรกที่มาร่วมงานผู้ใหญ่ให้มาเป็นผู้อำนวยการฯ ก่อน ก็ดูแลสำนักงาน ดูแลภาพรวม แล้วขยับมาเป็นเลขาธิการ แล้วมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปี 67 ผู้ใหญ่ถึงมอบหมายให้มาเป็นประธานฯ
ต่อข้อถามว่า ตั้งแต่ในเข้ามาต่อสู่เรื่องคอร์รัปชั่นเห็นอะไรบ้างที่เป็นสิ่งกังวลใจ ดร.มานะ ตอบว่า คนต่อสู้เรื่องคอร์รัปชั่นจะเห็นข้อมูลเยอะมาก อย่างน้องๆ ที่มาช่วยงานที่เป็นสุภาพสตรีเคยนั่งร้องไห้หลังจากเห็นข้อมูล หลังจากมาร่วมงานได้ 3-4 เดือน เขาบอกว่า ทำไมบ้านเราถึงเป็นอย่างนี้ เขาทำธุรกิจอยู่แล้วไม่คิดว่าอะไรที่มันจะเลวร้าย คนละโมภ เห็นแก่ตัว ราชการ นักการเมือง หรือนายทุนบางกลุ่ม ใช้ไม่ได้เลย เห็นแก่ตัวมาก เขาดูข้อมูลต่อเนื่องแล้วก็ร้องไห้
“บางครั้งเราได้เห็นเรื่องใหญ่ เห็นเรื่องการจำนำข้าว เรื่องการไปซื้อตึกของประกันสังคม เราได้เห็นคนโกง ถ้าใหญ่พอก็จะถูกจะปล่อยลอยนวล ไม่โดนเล่นงาน แล้วก็ยังเชิดหน้าชูตายอยู่ในสังคมได้ เป็นประธานนู่น เป็นนายกสมาคมนั่น เป็นประธานองค์กรนี้ ทุกคนลอยหน้าลอยตา บางคนมีตำแหน่งการเมืองใหญ่ๆ โตๆ แล้วก็กร่าง อันนี้เป็นความทุกข์ของคนที่ทำงานทางด้านต่อต้านคอร์รัปชั่นของชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิด เรามีจิตใจที่เสียสละ แล้วก็ยืนหยัดพอ เราก็ต้องมาช่วยกัน เพราะมันไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้”

ต่อข้อถามว่า บ้านเราก็มีองค์กรอิสระต่างๆ มาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กฏไม่มีที่ท่าจะลดลงตามที่ออกมาเป็นข่าว มันเป็นเพราะอะไร ดร.มานะ บอกว่า อันนี้เป็นเรื่องน่าหนักใจ คือคอร์รัปชั่นในระบบราชการทุกวันนี้มันเน่าเฟะ หน่วยงานที่มีอำนาจให้คุณให้โทษกับประชาชน ออกใบอนุญาตอนุมัติ เรียกรับสินบนทั้งนั้น ไม่ใช่ข้าราชการทุกคนโกง แต่มีทุกที่ หนักเบามากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง บางที่ก็เป็นแก๊งเลย หรือทำกันทั้งนั้นเลย บางที่บางคนอาจแอบรักกินซ่อนกินเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เราจะได้ยินโกงกินกันเยอะมาก อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง
แต่ถ้าโปรเจ็กต์ไหน โครงการไหน งบประมาณอะไรที่นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หายนะมันจะมาเยือน เพราะการโกงมันจะใหญ่ขึ้น จากโปรเจ็กต์หนึ่งไปอีกโปรเจ็กต์หนึ่ง มันจะลามไปทั่วประเทศ อย่างโครงการสนามฟูตซอล หรือสร้างโรงพักทั่วประเทศ อย่างเมื่อก่อนเราจะเห็นนายทุนวิ่งเต้นให้ตัวเองได้สิทธิได้สัมปทาน เยอะที่สุดเลยก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง
“แต่วันนี้มันมีนายทุนใหญ่อยู่บางกลุ่มที่สามารถครอบงำรัฐได้ ครอบงำการเมืองได้ ในระดับที่ทั่วโลกเขาเรียกกันว่า state Capture ถ้าแปลเป็นไทยก็คือการครอบงำรัฐ คนพวกนี้กลายเป็นทุนผูกขาดของประเทศไทย แล้วก็กินหนักกินคำโต ประเทศไทยบอกว่า เรามีหน่วยงานตรวจสอบป้องกันคอร์รัปชั่นเยอะ แต่การที่คอร์รัปชั่นเรามันเลวร้ายลงมาต่อเนื่อง แปลว่าระบบที่เรามีอยู่มันใช้ไม่ได้ มันไม่ฟังก์ชัน”
ย้อนหลังไปนิดหนึ่งปี 40 เราบอกว่ามันแย่ ก็เลยตั้งองค์กรอิสระ แต่หลังจากตั้งองค์กรอิสระมันก็ถูกแทรกแซงทางการเมือง ใครที่มีอำนาจก็พยายามเอาคนของตัวเองเข้าไป ใครที่มีโอกาสก็แทรกแซงเข้าไป คนจำนวนหนึ่งอยากได้หน้าได้ตามีชื่อเสียงมีบารมี ก็ดิ้นรนที่จะเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ นี่เป็นภาพที่เราเห็นต่อเนื่อง ไม่มีใครมองอนาคตของประเทศ
ต่อข้อถามถึงการสร้างจิตสำนึกน่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากน้อยแค่ไหน ดร.มานะ ให้ความเห็นว่า การสร้างจิตสำนึกเป็นตัวชี้ขาด บางคนอาจจะบอก เห็นรณรงค์กันไป ทำวิดีโอ ทำหนังหรือทำหนังสือกันไป แต่ทำไมไม่เห็นได้อะไร ตอบได้ว่า เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา เปรียบเทียบอย่างเราเห็นคนญี่ปุ่น เขามีวัฒนธรรมที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็กคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การดูแลตัวเองและการใส่ใจคนในครอบครัวต้องไม่ทำให้ชุมชนเดือดร้อน ต้องไม่เป็นที่รังเกียจของคนอื่น เราได้เห็นวัฒนธรรมของคนในยุโรป ที่เขาได้คะแนนสูงๆ จะเห๋นว่า ไม่ต้องพบทุจริต แค่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์บกพร่องต่อหน้าที่ หรือตัวเองอยู่ในตำแหน่งแล้วไม่สามารถกำกับดูแลให้มันเกิดผลดีได้ เช่น เวลาเกิดรถไฟชนกัน คนเป็นรัฐมนตรีก็จะออกมาขอโทษแล้วก็ลาออก เวลามีอุบัติเหตุมีคนตายมีน้ำท่วมรุนแรงก็จะขอโทษ แล้วก็ลาออก หรือบางคนที่เราได้เห็นเป็นรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีทำงานไป 5-6 ปี บอกฉันเกินกำลังและฉันทำไม่ได้แล้ว เขาก็ลาออก ไม่ผูกติดยึดติด
ในหลายประเทศเขาบอกว่า คอร์รัปชั่นไม่ได้แปลว่า ต้องเป็นเรื่องการขโมยเงินทองหรือขโมยทรัพย์สินของหลวงไป แต่หมายถึงว่า ถ้าคุณทำในสิ่งที่ผิดจารีตประเพณี ผิดบรรทัดฐานของสังคม ก็ถือว่าเป็นคอร์รัปชั่น แล้วก็ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น การรณรงค์ในประเทศไทยคงต้องใช้เวลาเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องปลูกฝังทันทีให้เกิดเป็นความรับผิดชอบ

ต่อข้อถามอีกว่า ปัจจุบันแนวทางของ ACT ต่อไปมีอย่างไรบ้าง ดร.มานะ ตอบว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ เริ่มต้นเมื่อปี 2554 เอกชนเราตกลงจะทำใน 2 องค์กรด้วยกัน คือ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ จะทำงานเพื่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นระดับประเทศทุกอย่าง อีกองค์กรหนึ่ง เราเรียกว่า แนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชน หรือ CAC สังกัดอยู่ในสถาบันไอโอดี คือสถาบันอบรมของภาคเอกชน เป็นสถาบันทางวิชาการ ที่จะรณรงค์ภาคเอกชนอย่างเดียว ให้ทำงานแบบมีกฎระเบียบ มีกติกา มีธรรมาภิบาลที่ชัดเจน แต่ของ ACT เรื่องคอร์รัปชั่นในภาครัฐ ในระดับประเทศ อันนี้คือขอบเขตที่เราพูดถึง
“คอร์รัปชั่นบ้านเรามันซับซ้อนมาก แล้วเราเป็นเอกชน ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น เราเลยวางยุทธศาสตร์ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมให้ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่น และออกมาต่อต้านคอร์รัปชั่น อันนี้คือเป้าหมายขอบเขตการทำงานของเรา ภายใต้ “3 ป” คือ ป้องกัน ปลูกฝัง และเปิดโปง เรามีหมาเฝ้าบ้าน เรามีเพจ เราสร้างระบบ ACT AI อันนี้คือการเปิดโปง เรามีการณรงค์ มีสื่อ มีคลิป มีเรื่องราวอะไรเราก็ออกบทความ จัดเวทีสัมมนาเพื่อให้คนรู้ว่าเฮ้ยอันนี้มันโกงนะเฮ้ยไอ้นี่บ้านเมืองเสียหายนะ อันนี้ประชาชนเดือดร้อนนะ” ดร.มานะ กล่าว
/