ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ความสัมพันธ์ไทย - จีน และ เศรษฐกิจเพื่อนบ้าน ย้อนกลับ
เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ยังตึงเครียด แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือสงครามเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์แยกห่วงโซ่อุปทาน
04 ก.ค. 2569

เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ยังตึงเครียด “ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร” ชี้โลกเข้าสู่ “ช่วงพักรบ 3 ปี” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือสงครามเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์แยกห่วงโซ่อุปทาน

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ได้จัดการบรรยายในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทยจีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ” เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องพาโนรามา 2 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

ในการบรรยายพิเศษครั้งนี้ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติกล่าวแนะนำวิทยากร ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร โดยในการบรรยาย ผศ.ดร.อาร์ม ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยระบุว่าโลกในปัจจุบันกำลังตกอยู่ภายใต้สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้นระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ประเด็นทางการค้าหรือเศรษฐกิจในมิติทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการขับเคี่ยวระดับภูมิรัฐศาสตร์เพื่อช่วงชิงอำนาจนำของโลกในอนาคต โดยมีใจความสำคัญระบุว่าสิ่งที่มีมูลค่าและมีความสำคัญยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางการค้าก็คือคำถามที่ว่าใครจะเป็นผู้กุมบังเหียนและเป็นผู้นำโลกในศตวรรษหน้า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมหาอำนาจได้ส่งสัญญาณร่วมกันที่จะรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกเอาไว้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณสามปีต่อจากนี้ ซึ่งจากการวิเคราะห์ในเชิงลึกพบว่าช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่การบรรลุสันติภาพที่ถาวร หากแต่เป็นเพียงช่วงเวลาของการพักรบเพื่อเตรียมความพร้อม เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะเปิดฉากเผชิญหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ จึงเลือกที่จะซื้อเวลาเพื่อปรับตัวและเตรียมกลยุทธ์ของตนเอง ส่งผลให้ระยะเวลาสามปีนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกประเทศทั่วโลกในการเร่งปรับยุทธศาสตร์รองรับความเปลี่ยนแปลง

สำหรับจุดแตกหักที่ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดหรือฉากทัศน์สุดท้ายของเกมการเมืองโลกในครั้งนี้ ผศ.ดร.อาร์ม ได้วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่าคือสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน โดยในมุมมองของประเทศจีนนั้น การรวมชาติเป็นเป้าหมายสูงสุดในกระบวนการฟื้นฟูชาติให้กลับมาสมบูรณ์และเกรียงไกรอีกครั้ง ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความรุนแรงขึ้นอยู่กับบทบาทของสหรัฐอเมริกา หากสหรัฐอเมริกาเลือกที่จะไม่เข้ามาแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยว จีนก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะบรรลุการรวมชาติได้อย่างสันติวิธี ทว่าหากสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ก็อาจทวีความรุนแรงจนนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีทางประวัติศาสตร์การเมืองที่เรียกว่ากับดักมหาอำนาจเดิมหรือกับดักธูซิดิดีส ซึ่งอธิบายถึงปรากฏการณ์เมื่อประเทศมหาอำนาจอันดับสองสามารถทำผลงานและเติบโตจนก้าวขึ้นมาไล่กวดมหาอำนาจอันดับหนึ่ง ท้ายที่สุดมักจะจบลงด้วยการเกิดสงครามและการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คำถามสำคัญของโลกในปัจจุบันคือการพยายามหาแนวทางว่ามนุษยชาติจะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ในอนาคต

เมื่อพิจารณาถึงยุทธศาสตร์เชิงลึกของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจโลก พบว่าจีนได้ดำเนินนโยบายหลักสี่ประการอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับขีดความสามารถและสร้างความได้เปรียบเหนือนานาประเทศ ประการแรกคือการมุ่งมั่นก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง ประการที่สองคือการเป็นผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีอุบัติใหม่แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม และเทคโนโลยีชีวภาพ ประการที่สามคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ยังคงต้องพึ่งพาภาคการผลิตของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประการสุดท้ายซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือ จีนจะต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ด้วยการลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากซีกโลกตะวันตก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสะท้อนปรัชญาการบริหารของจีนอย่างชัดเจนว่า คนอื่นต้องพึ่งพาจีน แต่จีนต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสำคัญของสงครามเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของเม็ดเงินหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่คือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงไปสู่อำนาจทางการทหารและการสื่อสารความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพสูง

ในแง่ของเครื่องมือต่อรองทางยุทธศาสตร์ จีนยังคงถือไพ่ใบสำคัญอย่างแร่โลหะหายากหรือเรร์เอิร์ธ ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดและการผลิตทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 90 ทรัพยากรดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการนำไปใช้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีระดับสูงรอบด้าน ซึ่งถือเป็นไพ่เด็ดที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและกดดันให้สหรัฐอเมริกาต้องยอมถอยร่นในหลาย ๆ สถานการณ์ อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์ว่าข้อได้เปรียบจากไพ่เรร์เอิร์ธนี้จะมีผลสัมฤทธิ์อย่างเต็มที่อยู่เพียงแค่ในช่วงเวลาสามปีนี้เท่านั้น เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว แร่เรร์เอิร์ธไม่ได้เป็นแร่ที่หายากหรือขาดแคลนในภูมิภาคอื่นของโลก และกระบวนการขุดเจาะก็ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ซับซ้อน ทว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนเป็นผู้ผูกขาดตลาดในปัจจุบันเกิดจากกระบวนการทำเหมืองและสกัดแร่ประเภทนี้สร้างมลพิษขั้นรุนแรงและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ หลีกเลี่ยงที่จะลงมือทำด้วยตนเอง ดังนั้นในสภาวะที่โลกกำลังมุ่งสู่การแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกัน สหรัฐอเมริกาจึงกำลังเร่งสร้างเครือข่ายอุปทานใหม่เพื่อลดการพึ่งพา ในขณะที่จีนเองก็เร่งพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือในปัจจุบันไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตัดขาดจากกันได้ในทันที

นอกจากนี้ ความแตกต่างในเชิงวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสองมหาอำนาจยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์โลก โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มักจะแสดงวิสัยทัศน์ผ่านมิติทางประวัติศาสตร์ การสร้างสันติภาพในระยะยาว และการปกป้องอธิปไตยของรัฐ ซึ่งสะท้อนมุมมองในระดับรัฐบุรุษผู้มองภาพการณ์ไกล ในขณะที่ผู้นำของสหรัฐอเมริกาอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะมุ่งเน้นความสนใจไปที่ประเด็นทางการค้า ตัวเลขดุลการค้า และการเจรจาผลประโยชน์ซื้อขายในระยะสั้น ซึ่งสะท้อนมุมมองในระดับพ่อค้าหรือนักธุรกิจชั้นนำ สำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในศึกมหาอำนาจครั้งนี้ แต่ผลกระทบจากการแยกห่วงโซ่อุปทานโลกย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาพักรบสามปีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการลงทุน เร่งทำความเข้าใจเกมการเมืองและการค้าโลกเพื่อแสวงหาโอกาสจากการย้ายฐานการผลิตและการสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่ ซึ่งหากภาครัฐและภาคเอกชนของไทยสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและปรับตัวได้อย่างเท่าทัน ย่อมจะสามารถเปลี่ยนผ่านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 มิ.ย. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 479 การคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาของประเทศไทยที่รื้อรังมานาน ยิ่งล่าสุด Transparency International ประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ประเทศไทยทำค...