ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ย้อนกลับ
“กรุุงเทพฯต้องรอด.....รอดจากสิ่่งที่่มีปัญหาทั้งหมด”
29 พ.ค. 2569

         ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับคนกรุงเทพมหานคร ที่จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร (สก.) กันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะปิดรับสมัคร ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 (วันปิดต้นฉบับนี้) มี ผู้เสนอตัวเข้าชิงชัย ทั้งจากพรรคการเมืองเล็ก-ใหญ่ ผู้สมัครอิสระ รวมถึงแชมป์เก่าด้วย ไม่น้อยกว่า 8 ท่านแล้ว ซึ่งอาจมีเพิ่มเข้ามาอีกเมื่อถึงเส้นตาย ในวันสุดท้าย จึงนับว่าศึกเลือกตั้งในพื้นพื้นที่ กทม.ครั้งนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง หรือมากกว่าทุกครั้ง ที่ผ่านมาก็ว่าได้

 

        อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 8 ท่านที่ระบุถึงนี้ ถือ ได้ว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งจากในแวดวง นักการเมือง แวดวงนักวิชาการ และจากอดีต ข้าราชการระดับสูง แต่หนึ่งใน 8 ท่านนี้ มีอยู่ผู้หนึ่งที่อปท.นิวส์ให้ความสนใจ และประสงค์ที่อยากจะนำ ท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักก็คือ "พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช" หรือที่มักจะเรียกขานกันว่า "บิ๊กหยม" อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบ.ชน. ตำแหน่ง สุดท้ายก่อนเกษียณ) อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 และอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1

 

 

        ที่ถึงแม้ในแวดวงการเมืองชื่อเสียงจะยังดูเป็น น้องใหม่อยู่บ้าง แต่ในแวดวงสีกากีแล้ว บุคคลผู้นี้ คือหนึ่งใน "บิ๊กเนม" ของวงการตำรวจอย่างแท้จริง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะในถิ่นภูธร นครบาล กองปราบ สันติบาล ปราบปรามยาเสพติด ตรวจคนเข้าเมือง ป่าไม้ ตำรวจน้ำ ตำรวจรถไฟ นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ และยังเคยรับตำแหน่ง หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จนสายการบินแห่งชาติ แห่งนี้กลับมามีกำไรขึ้นอีกครั้ง

       ขณะที่เส้นทางการเมือง ชื่อของ "บิ๊กหยม" ปรากฎครั้งแรกเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ในยุคคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2559 ก่อนที่จะมารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยภักดี คนแรกเมื่อปี2565หลังเกษียณและเคยเป็นมือขวา ให้กับ "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" อดีต ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 เมื่อครั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ คิดจะลงชิงชัย ผู้ว่าฯ กทม.เมื่อครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ถอนตัวในท้ายสุด

 

90

 

       มาหนนี้ "พล.ต.ท.ชาญเทพ" จึงถูกทาบทาม ให้ลงชิงชัยด้วยชื่อของตัวเองอย่างเต็มตัว ในสังกัดของ "พรรคเศรษฐกิจ" ที่มี "พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์" เป็นหัวหน้าพรรค และมี สส.อยู่ในสภาผู้แทนฯ 3 คน จึงถือเป็นการปักหมุดรณรงค์ชื่อเสียงของพรรคอีกครั้ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มี "พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช" เป็นพระเอกชูโรง พร้อมกับการท้าชิง สก.ในอีก 49 เขต ไปพร้อมกัน "พล.ต.ท.ชาญเทพ" ในวัย 68 ปี (เกิดเมื่อ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2501) เปิดเผยชีวิตของตัวเองว่า เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด บริเวณ สี่แยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี คุณแม่เป็น แม่บ้าน ส่วนคุณพ่อเป็นผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน เชลล์ เสสะเวช แถวหัวโค้งวงเวียนใหญ่สมัยก่อน ด้านการศึกษา เริ่มที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา 1-7 แล้วมาต่อชั้น มัธยมศึกษา 1-6 ที่โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัยใน พระบรมราชูปถัมภ์ สามพราน จังหวัดนครปฐม หลัง จากนั้นก็สอบติดเข้าเรียนวิชาชีพตำรวจที่โรงเรียน นายร้อยตำรวจ สามพราน จังหวัดนครปฐม รุ่นที่ 35 แต่ก็มาจบพร้อม "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ในรุ่นที่ 36 ส่วนการตัดสินใจเข้ารับราชการตำรวจ ส่วนหนึ่งก็มาจากคุณพ่อที่ชื่นชอบอาชีพตำรวจคอย บ่มเพาะ ปลูกฝังอยากให้เป็นตำรวจ เนื่องจากในวัย หนุ่มของคุณพ่อก่อนมาเปิดปั๊มน้ำมัน เคยสมัครเข้า เป็นตำรวจในตำแหน่งพลตำรวจหน่วยรถถัง ประจำ วังปารุสกวัน ในยุคของ "พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์" อธิบดีกรมตำรวจชื่อดังในอดีต และส่วนตัวเองก็รัก ในเรื่องของความยุติธรรมอยู่ด้วย

 

 

        หลังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจในปี 2526 ก็ ลงภาคใต้ เริ่มไต่เต้าตั้งแต่รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองนครศรีธรรมราช อยู่ประมาณปีเศษก็กลับมาอยู่นครบาล เป็นรอง สารวัตรแผนก 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวน นครบาลพระนครเหนือ ติดยศร้อยตำรวจโท อีก 5 ปี แล้วก็ไปลงสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ประชาชื่น ก็อยู่ไม่กี่เดือน หลังขอย้ายลงภาคใต้อีกครั้ง และก็ได้ มาลงที่ สภ.ทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ได้ 8 เดือน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสารวัตรที่ สภ.ฉลุง จังหวัดสตูล อยู่ได้ปีก็ขอย้ายกลับเข้ามาอยู่ สอบสวนกลางในตำแหน่งสารวัตรอำนวยการ อยู่ ได้หนึ่งปี ก็มาเข้ากองปราบปราม แผนก 2 กอง 4 คุมภาคอีสานกับภาคตะวันออกในยศพันตำรวจตรี แล้วก็ย้ายมาเป็นสารวัตรเหมือนในกองปราบ แผนก 5 กอง 1 ก็อยู่กองปราบฯ มาอีก 5 ปี

       "หลังจากนั้นผมก็ได้ขึ้นรองผู้กำกับ กอง บังคับการตำรวจรถไฟ แล้วก็ย้ายอีกมาเป็นรองผู้กำกับตำรวจป้าไม้ เสร็จจจากป้าไม้ ผมได้ขึ้น ผู้กำกับที่สถานีตำรวจภูธรหนองบัวแดง จังหวัด ชัยภูมิ อยู่ได้ 1 ปี ก็ย้ายกลับมาเป็นผู้กำกับที่ป่าไม้ คลอง 3 หลังจากอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก็ย้าย มาเป็นผู้กำกับสืบสวนสอบสวน ตรวจคนเข้าเมือง อยู่ได้ 2ปีก็ย้ายมาเป็นผู้กำกับอำนวยการตำรวจน้ำ อีกหนึ่งปี ก็ขึ้นมาเป็นรองผู้การที่ตำรวจรถไฟ อีกรอบ"

 

 

         อีกหลายปีต่อมาก็ได้ย้ายไปเป็นรองผู้บังคับการ สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ไปเป็นผู้กำกับ ไปเป็นรองผู้การ ที่พิษณุโลก คุมหลายจังหวัดทาง ภาคเหนือ อยู่อีก 8 เดือนก็ย้ายกลับมาที่นครบาล เป็นผู้การ 191 เป็นหัวหน้าสำนักงาน น.1 เป็น หัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อยู่ได้ เกือบปี ก็ขึ้นผู้บังคับการอำนวยการ สอบสวนกลาง อีก 1 ปี ก็ย้ายมาเป็นผู้การจังหวัดราชบุรีอีก 1 ปี จากผู้การราชบุรีไปเป็นผู้บังคับการตำรวจน้ำอีก 1 ปี ก็ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการสันติบาล 1 ปี แล้วก็ย้าย ไปเป็นรองผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด 2 ปี แล้วก็ย้ายมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อีก 2 ปี แล้วก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ขึ้นพลตำรวจโท อยู่ภาค 7 ได้ 1 ปี ก็ย้ายมาเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 อีก 1 ปีเหมือนกัน ช่วงนี้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) ด้วย แล้วก็มาลงที่ผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล 1 ปี ก็เกษียณอายุราชการตำรวจ

 

        ต่อข้อถามถึงมีคดีดังๆ และที่ยากๆ อะไรบ้าง ที่ได้เข้าไปรับผิดชอบ "พล.ต.ท.ชาญเทพ" บอก ว่า ที่ถือว่ายากก็คดีการวางระบิดที่ศาลพระพรหม ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คุมฝ่ายสืบสวน เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่ก็ทำจน สำเร็จ สามารถจับกุมคนร้ายได้ที่เป็นชาวต่างชาติหรืออย่างคดีลูกน้องเก่าของตี๋ใหญ่ คดีผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มวินัย แสงจันทร์ คดีการยิงกัน สนั่นที่ประตูน้ำ ตั้งแต่เป็นร้อยโท จับผู้ต้องหาปลัน มาหลายสิบคดี ได้ทำงานนร่วมกับอดีตนายตำรวจ มือปราบชื่อดัง "พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์" และ "พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา" และการ กวาดล้างเครือข่ายนายทุนเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ย โหดในเขตกรุงเทพมหานคร ฯลฯ คิดอย่างไรหรือมีความตั้งใจมาอย่างไร ในการเข้าสู่ "การเมือง" แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม."พล.ต.ท.ชาญเทพ" บอกว่า ไม่เคยคิดหรือตั้งใจมา ก่อนเลยที่จะเข้ามาสู่แวดวงการเมือง โดยความตั้งใจ มาเป็น 10 ปี ก่อนเกษียณก็คือ "การทำไร่ ทำสวน ผลไม้" ซึ่งก็ได้ไปลงไว้ที่อำเภอปากช่อง ก็ปลูกหมด ทั้งทุเรียน ลำใย กระท้อน ขนุน ลิ้นจี่ อะไรที่อยาก กินก็เอามาปลูกไม่มากอย่างละประมาณ 50 ต้น แต่ หลังจาก "ท่านจักรทิพย์" เกษียณ ก็อยากลงเลือก ตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็ลงไปช่วยเป็นหัวหน้าทีมหาเสียง ก็ทำอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน "ท่านจักรทิพย์" ก็ "เปลี่ยนใจไม่ลง ก็แยกย้ายกันไป ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ สนใจอะไร "จำไม่ได้ว่าหลังจากนั้นกี่ปีก็มีผู้ใหญ่จาก "พรรค ไทยภักดี" มาทาบทามอยากให้ไปร่วมงาน และก็ได้ คุยกับคุณหมอ "วรงค์ เดชกิจวิกรม" หัวหน้าพรรค จึงได้มานั่งเป็นเลขาธิการพรรคไทยภักดี ซึ่งขณะนั้น ยังใช้ระบบเลือกตั้งใบเดียวเบอร์เดียว ก็คิดว่าน่า จะมีโอกาสได้เข้าสภาก็รับปากไป แต่หลังจากที่ไม่ ประสบความสำเร็จก็เลิกราไป ก็ออกจากเลขาธิการ พรรคไทยภักดี ก็กลับไปทำไร่ตามเดิม" อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้เองก็มีผู้ใหญ่มา พูดคุย ทาบทามให้มาลงแข่งขันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในสังกัดพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งก็อาจมีเวลาเตรียมตัว น้อยไปหน่อยเพราะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็จะอาศัย ประสบการณ์สำคัญ คือการเป็นตำรวจและก็เป็นตำรวจนครบาล ที่ได้เคยใกล้ชิดประชาชนในหน้าที่ การบำบัดทุกข์บำรุงสุข เคยรับใช้พี่น้องประชาชน รู้ปัญหาของพี่น้องประชาชนมาเป็นอย่างดี โดย เฉพาะกับคนกรุงเทพฯ ต้องการอะไร

        ต่อข้อถามว่า เรื่องปัญหาของคนกรุงเทพฯ ก็ น่าจะมองเห็นหรือศึกษามาบ้างแล้วตั้งแต่ครั้งเข้า ร่วมกับ "ท่านจักรทิพย์" ใช่หรือไม่ แดนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. "พล.ต.ท.ชาญเทพ" บอกว่า "ผมก็มีนโยบาย ที่ผมคิดว่าเองอยู่ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะที่ชูเป็น นโยบายเด่น คือเรื่อง "ความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน - การจราจรเรื่องน้ำท่วม เรื่องขยะ และ เรื่องสาธารณสุข" ซึ่งตอนนี้กำลังร่างเป็นนโยบาย ใกล้จะเสร็จแล้ว"

 

 

       "อย่างเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน ผมมองว่า ในตัวผู้ว่าฯ แทบจะไม่ได้มีส่วนที่จะลงมาขับเคลื่อน แต่จะทำหน้าที่เสมือน เป็นผู้ช่วย เช่น จัดหาอุปกรณ์มาช่วย อย่างการ หากล้องวงจรปิดมาติดตั้ง แต่ในความคิดผม ถ้า ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมมีเจ้าที่เทศกิจก็จะเอามา เป็นผู้ช่วยเสริมกำลังการทำหน้าที่ของตำรวจ ก็ มาทำงานร่วมกันระหว่างผู้การเขตของตำรวจกับ ผู้อำนวยการเขตของ กทม. ผมจะทำ MOU กับ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เช่น เราจะเพิ่มกำลัง สายตรวจ ณ จุดไหม พื้นที่ไหนบ้าง แม้กระทั่งการ จราจร ก็จะทำควบคู่กันไป หรือการนำ AI เข้ามา ช่วยการจราจรในแยกต่างๆ"

         ด้านสาธารณสุข โรงพยาบาล เรามี โรงพยาบาลในสังกัด 10 กว่าแห่ง อันนี้เขียนแผนงาน ไว้แล้ว เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องชาว กทม. ควรต้องได้รับการดูแลที่ดี แต่จะค่อยๆ อธิบายใน ภายหลัง เรื่องต่อไปก็เป็นเรื่องของขยะ ซึ่งปัจจุบัน ขยะ กทม.ทุกวันนี้มีถึง 9,000-9,500 ตันต่อวัน ซึ่ง ของเก่าก็ยังคาอยู่ ของใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วก็ ยังมีเรื่องของการจัดเก็บ เรื่องของค่าเก็บ เรื่องของ การเอาไปทำลาย เรื่องนี้ก็เอาไว้ได้เห็นหน้าเห็นตา รองผู้ว่าฯ ก็จะได้เห็นนโยบายจริงๆ อีกที เช่น ก็ต้อง มาดูว่า ปีหนึ่งเราจะจำกัดขยะได้เท่าไหร่ ใช้ งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งเท่าที่รู้มา จะใช้งบประมาณ ปีหนึ่งเราเสียไปกับจำกัดขยะเกือบ 7,000 ล้านบาท ต่อปี เป็นเงินไม่น้อย

        "เดี๋ยวนี้ ขยะถือเป็นทรัพย์สิน เราก็ต้องมาดู ว่าจะชายทรัพย์สินหรือทำสัญญาชาย ก็ต้องมาดู ว่าจะส่วนใดกลับเข้ามาเป็นรายได้สู่ กทม. ได้หรือ ไม่ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดว่า ขยะก็คือทองคำ ก็ ขอรอโอกาสให้แถลงในรายละเอียดอีกครั้งในเร็วๆ นี้ เรื่องน้ำท่วม เราก็จะมาดูอันดับแรกก็เรื่อง การ ลอกท่อ ก็ต้องมาที่ผ่านมา กทม.มีน้ำท่วมใหญ่ กี่ครั้ง ท่วมยังไง การสูบน้ำใช้เวลาเท่าไหร่ มีกี่ ตัว จะต้องเพิ่มอะไรบ้างส่วนใหญ่ที่น้ำมันระบาย ไม่ทันหรือรอระบายน้ำ ก็อย่าลืมว่าเป็นขยะชิ้น ใหญ่ เข้าไปติดขัด ก็ต้องเข้าไปเก็บเก็บกวาดสิ่งที่ ขวางทางน้ำ แล้วก็ทำอย่างไรจะผลักดันน้ำให้ลง ได้เร็ว แล้วก็รู้ว่าจะพร่องน้ำเมื่อเวลาใด ซึ่งสมัยนี้ การพยากรณ์ค่อนข้างแม่นยำแล้ว"

 

        ต่อข้อถามถึงการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. กับ สก. จะเป็นอุปสรรคหรือส่วนเกื้อหนุนกันเป็น อย่างไรบ้าง "พล.ต.ท.ชาญเทพ" บอกว่า ไม่ติดใจ นะ สมมติว่า ไม่มี สก.ของพรรค แล้วทำงานไม่ได้ อันนี้ไม่จริง ทำงานได้แน่นอน หรือถ้าได้ สก.มาจาก พรรคเดียวกัน อันนี้ก็ยิ่งดีเพราะเข้ามาสนับสนุนกัน ให้ทำงานได้เร็วขึ้น

 

 

        "แล้วก็ข้อสุดท้าย "ความโปร่งใส" อันนี้พี่น้อง ประชาชนต้องจับต้องความโปร่งใสได้ ตรวจสอบ ได้ เช่น ผมเข้าไป ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ อะไรที่ มันดีผมก็ทำต่อ อะไรที่ไม่ดีผมก็ต้องแก้ไข จะต้อง ไม่มีอะไรที่ทำให้พี่น้องชาว กทม.คลางแคลงใจ และก็ต้องได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และขณะนี้ก็มี "พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น" อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล ที่มารับตำแหน่งต่อจาก เข้ามา เป็นทีมงานด้วย"

         เรื่องเศรษฐกิจของ กทม.คือ หนึ่ง Street food เราจะเพิ่มขึ้น คือต้องเข้าใจเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ ถ้ากรุงเทพฯ ล้ม ประเทศก็อยู่ไม่ได้ ผู้ว่าฯ ต้องดูในภาพใหญ่ ภาพรวม ค้าขายในกรุงเทพฯถ้าความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินไม่มี จบ มีโจรผู้ร้าย นักท่องเที่ยวก็ ไม่มากรุงเทพฯ ทั้งที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่ง หนึ่ง บ้านเมืองต้องสวย สะอาด ใครๆ ก็อยากมา ท่องเที่ยว คือทำยังไงให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ ทั้งของคนกรุงเทพฯ และคนที่มาเยือน ก็เป็นหน้าที่ ของผู้ว่าราชการ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องทำหน้าที่สำคัญ คือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ต้องเป็นมือ ประสาน เพราะผู้ว่าฯ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ

 

 

         ต่อข้อถามอีกว่า มองเรื่องรถไฟฟ้าอย่างไร บ้าง "พล.ต.ท.ชาญเทพ" กล่าวว่า อย่าง BT5 จะ หมดสัญญาในปี 2572 ซึ่งโครงการนี้ได้เขียนอยู่ในนโยบายอยู่แล้วว่า เมื่อหลังจากปี 2572 แล้ว เรา จะทำยังไงให้กับพี่น้องได้ใช้บริการในราคาถูก เพราะ ปัญหายังเกิดขึ้นอีกเยอะในเรื่องของรถไฟฟ้า เพราะ หนึ่งบางส่วนเป็นของ กทม. ส่วนรายละเอียดลึกๆ ขอให้อีกนิดโดยเราจะชี้ให้เห็นว่าเราจะทำอะไรบ้าง ในนโยบายที่จะเขียนออกมาเร็วๆ นี้

         "เราจะสู้ด้วยนโยบาย สู้ด้วยความเข้าใจ พี่น้อง ชาว กทม.ต้องได้ประโยชน์จากนโยบายทุกเรื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่อง อะไรที่ประกาศเป็นนโยบายต้องทำได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่กางนโยบายเพื่อหาเสียงเท่านั้น เราต้องจริงจังและจริงใจกับพี่น้องประชาชน ตามสโลแกนของเรา คือ "กรุงเทพฯ ต้องรอด" รอดจากน้ำท่วม รอดจากภัยอันตราย รอดจาก มลพิษ รอดจากสิ่งที่มีปัญหาทั้งหมด" แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม." พล.ต.ท.ขาญเทพ กล่าวในที่สุด

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 มิถุนายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
29 พ.ค. 2569
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับคนกรุงเทพมหานคร ที่จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร (สก.) กันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะปิดรับสมัคร ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที...