กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ กพช. และ ครม. กำหนด 3 มาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศภายหลังสิ้นสุด “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ” ในวันที่ 24 ก.ย. 2569 นี้ เพื่อไม่ให้กระทบราคาจำหน่ายน้ำมันในประเทศ พร้อมเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับเกณฑ์ราคาดีเซลและ LPG ที่เข้าข่ายเป็นวิกฤติราคาพลังงานให้สูงขึ้น จากดีเซล 30 บาทต่อลิตร และLPG 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ให้ตัวเลขสูงขึ้นเพื่อลดภาระกองทุนฯ และปรับให้เข้ากับอัตราจริงในปัจจุบันมากขึ้น
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ก่อนสิ้นสุด “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ” ในวันที่ 24 ก.ย. 2569 นี้ จะมีการนำเสนอมาตรการดูแลราคาน้ำมันในกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถนำเงินไปชดเชยราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลที่ผสมปาล์มน้ำมันบริสุทธิ์ได้ โดยจะเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป
โดยระยะแรกหลังสิ้นสุดมาตรการดังกล่าว ทางกองทุนน้ำมันฯ จะยังคงใช้เงินพยุงราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์และดีเซลบางประเภทได้ เนื่องจากยังเข้าข่ายเป็นช่วงวิกฤติราคาพลังงาน เพราะราคาจำหน่ายดีเซลยังเกิน 30 บาทต่อลิตรอยู่ ซึ่งจะไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อราคาจำหน่ายน้ำมันในไทย แต่ในวันที่ 25 ก.ย. 2569 จะมีการปรับอัตราจัดเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการสิ้นสุดมาตรการฯ ดังกล่าว
ส่วนมาตรการที่จะเสนอภาคนโยบายรัฐพิจารณา ได้แก่ 1. กำหนดให้เรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลทุกชนิดเข้ากองทุนฯ ได้ในอัตราที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม (เหมือนปัจจุบัน) เนื่องจากได้หารือกับทางกฤษฎีกาแล้วพบว่าแม้จะสิ้นสุดมาตรการที่ห้ามใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมจากเชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว แต่ยังสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้
2.ส่งเสริมการใช้น้ำมันฐาน ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการหารือของกระทรวงพลังงานในการจัดทำ “แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)” ซึ่งจะกำหนดชนิดน้ำมันฐานหรือน้ำมันหลักของประเทศที่ต้องมีจำหน่ายทุกปั๊ม ซึ่งที่ผ่านมาคาดการณ์ว่าน้ำมันกลุ่มเบนซินจะให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันฐาน และน้ำมันกลุ่มดีเซล จะเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B7 เป็นน้ำมันฐาน ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำมันทางเลือกให้ประชาชนใช้ได้ตามปกติ แต่ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ราคาน้ำมันฐานถูกกว่าน้ำมันทางเลือก และเพื่อให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันฐานมากขึ้น
3. ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ (ใช้เอทานอลมาผสมในน้ำมันกลุ่มเบนซินจนกลายเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์) และน้ำมันไบโอดีเซล (ใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาผสมในน้ำมันดีเซล กลายเป็นน้ำมันไบโอดีเซล เช่น ดีเซล B7-B20 เป็นต้น) แต่เบื้องต้นจะต้องประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อผลักดันให้ราคาเอทานอลและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ B100 มีราคาถูกลง สำหรับผสมในน้ำมันและไม่ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงเกินไป
นอกจากนี้จะเสนอ กบน. ให้ทบทวนกรณีที่เข้าข่ายวิกฤติราคาพลังงานใหม่ จากเดิมที่ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดว่า กรณีเข้าข่ายวิกฤติราคาพลังงานแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.ราคาดีเซลสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร และราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สูงกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม
2. ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นใน 1 สัปดาห์มากว่า 5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำให้ราคาดีเซลปรับขึ้นมากกว่า 1 บาทต่อลิตร และราคา LPG ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์มากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ทำให้ราคาขายปลีกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม และ 3. สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอาจจะขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ
เบื้องต้นอาจมีการเสนอให้ปรับเกณฑ์วิกฤติราคาน้ำมันดีเซลให้มากขึ้นจาก 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากปัจจุบันราคาดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรไปแล้ว มาอยู่ที่ 37.50 บาทต่อลิตรแล้ว รวมทั้งปรับเกณฑ์วิกฤติราคา LPG จาก 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ให้สอดคล้องกับปัจจุบันที่จำหน่ายจริงในราคา 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งการปรับเกณฑ์วิกฤติอัตราดีเซลและ LPG ให้สูงขึ้น จะมีผลต่อการบริหารเงินกองทุนน้ำมันฯ ในการนำเงินไปพยุงราคาดีเซลในระดับที่เหมาะสมและไม่กระทบต่อภาระกองทุนฯ มากเกินไป
โดยฐานะกองทุนฯ ล่าสุด ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2569 กองทุนฯ ติดลบรวม -57,933 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -18,904 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม -39,029 ล้านบาท