ซีอีโอ อีสท์ วอเตอร์ ร่วมเวที Earth Jump 2026 ของ KBank
ย้ำการบริหารจัดการน้ำต้องคำนึงถึง ESG และประชาชนเป็นอันดับแรก
ซีอีโอ อีสท์ วอเตอร์ ร่วมเสวนาเวที Earth Jump 2026 ของ KBank แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ชี้ “ความยั่งยืน” คือ License to Operate ของ AI และ Data Center ยุคใหม่ ย้ำการบริหารจัดการน้ำต้องคำนึงถึง ESG และประชาชนเป็นอันดับแรก
นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อึสท์ วอเตอร์ (EASTW) ร่วมเสวนาในงาน Earth Jump 2026 จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ภายใต้หัวข้อ “No Sustainability, No Scale: The New Rules for AI & Data Centers” โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และ Data Center บนพื้นฐานของความยั่งยืน
นายบดินทร์กล่าวว่า ปัจจุบัน AI และ Data Center กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ส่งผลให้การพิจารณา “License to Operate” ของโครงการต่าง ๆ ไม่ได้วัดจากศักยภาพทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความพร้อมด้านทรัพยากร พลังงาน และการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG อย่างรอบด้าน
“นอกจากไฟฟ้าแล้ว น้ำถือเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรสำคัญของ Data Center โดยเฉพาะระบบทำความเย็น (Cooling System) ที่ต้องอาศัยการส่งจ่ายน้ำอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ดังนั้น การเติบโตของ Data Center จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือระบบนิเวศ” นายบดินทร์กล่าว
ในฐานะผู้บริหารระบบ Water Grid ที่เชื่อมโยงแหล่งน้ำสำคัญทั่วพื้นที่ EEC นายบดินทร์ย้ำว่าอีสท์ วอเตอร์ ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรน้ำตามลำดับความสำคัญของประเทศ โดย การอุปโภคบริโภคของประชาชนต้องได้รับการดูแลเป็นอันดับแรก รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมและระบบนิเวศ ก่อนจะเป็นภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ๆ

พร้อมกันนี้อีสท์ วอเตอร์ มองว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรม AI และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศ แต่การเติบโตดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
นายบดินทร์ยังเสนอว่า ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการสาธารณูปโภคจำเป็นต้องมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน โดยเฉพาะข้อมูลด้านความต้องการใช้ทรัพยากรที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการบริหารจัดการน้ำและพลังงานได้อย่างแม่นยำ ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของประเทศ
“ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายเห็นข้อมูลจริงร่วมกัน มีการวางแผนร่วมกัน และมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การบริหารจัดการทรัพยากรในยุค AI ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมรักษาความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ และความจำเป็นของการสร้าง Demand-Supply Engagement ที่โปร่งใสระหว่างทุกภาคส่วนด้วย” นายบดินทร์กล่าว
ทั้งนี้ อีสท์ วอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและบริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคประชาชน ชุมชน และระบบนิเวศ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ