มีผู้เล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในเกาะร้างกลางหนองหาร มีปราสาทโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ซ่อนอยู่ คาดอยู่ในยุคทวาราวดี +ขอม เตรียมให้ จนท.ผู้เกี่ยวข้องเช้าตรวจสอบ
นายวรวิทย์ ตงศิริ จากชมรมอารยธรรมสกลนคร ร่วมกับ ชมรมอนุรักษ์นกสกลนคร นำคณะเดินทางเพื่อไปสำรวจเกาะที่อยู่กลางหนองหารด้วยเรือท้องแบน ออกจากเกาะดอนลังกา มุ่งหน้าสู่เกาะดอนขามแป ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ดอนขามแปเป็นภาษาอีสาน แปลว่าดอนมะขามเทศ เป็นหนึ่งในจำนวน 30 เกาะ กลางหนองหาร มีเนื้อที่ประมาณประมาณ 80 ไร่ ความยาวของเกาะประมาณ 300 เมตร ซึ่งจากคำบอกเล่า ของคนเฒ่าคนแก่ที่เคยทำอาชีพประมงในหนองหาร ว่ามีเกาะที่ตั้งอยู่ห่างจากเกาะดอนสวรรค์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีร่องรอยโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ ชื่อว่าเกาะดอนขามแป นี้ถือเป็นเรืองใหญ่ของการสืบค้นทางโบราณคดี นี่คือการค้นพบโบราณสถานที่อยู่ในเกาะดอนกลางน้ำหนองหารเป็นครั้งแรก
โบราณสถานที่อยู่บนเกาะแห่งนี้ ปัจจุบันได้พังทลายลงไปแล้ว จะปรากฏเพียง กองหินทรายและหินศิลาแลง ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการก่อสร้างปราสาทในอดีต คณะสำรวจใช้เวลาในการสำรวจอยู่นานแต่ไม่พบฐานปราสาท หรือโบราณสถานที่ได้รับแจ้ง จนกระทั่งเดินไปถึงมุมสุดทางทิศตะวันออกของตัวเกาะ จึงได้พบฐานปราสาท หรือโบราณสถานตามที่ได้รับแจ้ง และพบหินทรายมีความยาวประมาณ 80 เชนติเมตร รูปลักษณ์ตัว แอล ถูกวางไว้อยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้กันยังพบก้อนหินทรายและหินศิลาแลงวางกระจัดกระจาย นี้คือข่าวร้ายที่ทำให้เรารู้ โบราณสถานแห่งนี้ฝ่านการขุดค้นเพื่อหาสมบัติมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าฐานปราสาททั้งหมดยังจมอยู่ภายใต้พื้นดิน รอการขุดสำรวจอย่างละเอียดในอนาคต
ผศ.ดร.สถิตย์ ภาคมฤค ผู้เชียวชาญคติชนวิทยาท้องถิ่นอีสานซึ่งร่วมคณะสำรวจกล่าวว่า แม้ว่าโบราณสถานหรือฐานปราสาทที่เราพบ จะพังทลายลงไปตามกาลเวลา แต่นี้คือหลักฐานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นชัดว่า ในดินแดนที่ชื่อว่าเมืองหนองหารหลวงแห่งนี้ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต จากการค้นข้อมูลเพิ่มเติม และจากการสอบถามผู้ที่เคยพบโบราณสถานแห่งนี้ ได้ข้อมูลว่า โบราณสถานจุดนี้มีการขุดพบพระพุทธรูปสลักจากหินทราย ซึ่งปัจจุบันได้หายสาบสูญไปแล้ว นอกจากนี้มีการพบฐานรูปเคารพ สำคัญ ซึ่งมักเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จารึกเรื่องราวประวัติศาสตร์คาดว่าจะอยู่ในยุคทวาราวดีบวกขอม สะท้อนตำนานความเชื่อในอดีต ส่วนตัวอย่างที่โดดเด่น เมื่อปี พ.ศ. 2510 เจ้าอธิการลพ เขมสิริ ร่วมกับญาติโยมได้ย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่วัดศรีชมพู ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร เนื่องจากเกรงว่าจะหายไปอีก ปัจจุบัน ฐานรูปเคารพนั้นได้มีการนำมาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร