นพ.สสจ.กาญจน์ เตือน ปชช.ชาวกาญจน์ ป้องกัน “โรคเมลิออยด์”เชื้อที่มาจากดินและน้ำ เสี่ยงเสียชีวิตหากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด พบชาวกาญจน์เสียชีวิตแล้ว 1 ราย
วันนี้ 22 เม.ย.69 นายแพทย์ธีรพจน์ ฟักน้อย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ขอแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังป้องกันโรคเมลิออยด์โดสิส หลังพบผู้เสียชีวิตระดับประเทศ ปี 2569 แล้ว จำนวน 23 ราย ซึ่งโรคเมลิออยด์โดสิส เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เนื่องจากโรคเมลิออยด์โดสิสมีอันตรายถึงชีวิตหากรักษาไม่ทันท่วงที โรคเมลิออยด์โดสิส เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอยู่ในดินและน้ำ สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล การหายใจเอาฝุ่นดิน หรือการดื่มน้ำที่มีเชื้อเข้าไป เมื่อได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการได้ทั้งเฉียบพลัน และเรื้อรัง
สถานการณ์ในประเทศไทย ปี 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม จำนวน 756 ราย และมีผู้เสียชีวิต 23 ราย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ราย จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 3 ราย จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จำนวนละ 2 ราย จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา จำนวนละ 1 ราย
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี ในปี 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม จำนวน 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ที่อำเภอหนองปรือ คาดว่าผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการสัมผัสในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเดินทางมาที่จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบกับช่วงที่อยู่จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้เสียชีวิตประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป กรีดยาง ก่อสร้าง มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำ โดยอัตราป่วยตายคิดเป็นร้อยละ 50
โดยอำเภอที่พบผู้ป่วย ได้แก่ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอหนองปรือ กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วย คือ กลุ่มอายุ 50–59 ปี จังหวัดกาญจนบุรีเคยพบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์โดสิส ในปี 2566 จำนวน 6 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ในปี 2567 จำนวน 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และในปี 2568 จำนวน 9 ราย เสียชีวิต 1 ราย อยู่อำเภอท่าม่วง ไปทำงานรับจ้างเก็บผักที่จังหวัดราชบุรี
นายแพทย์ธีรพจน์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ อาการสำคัญ ที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ ไข้สูงเกิน 2 วัน ปวดศีรษะ หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก มีแผลบวมแดง มีหนอง หรือมีแผลติดเชื้อ อาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยง แนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำ สวมอุปกรณ์ป้องกัน รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด เฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงอันตราย ได้แก่ ผู้สูงอายุ เกษตรกรหรือผู้สัมผัสดินและน้ำ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
//////////////////////////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์