ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
สังคม / บุคคล ย้อนกลับ
กาญจนบุรี - เริ่มแล้วงานรำลึกบูรพาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร
05 เม.ย. 2569
กาญจนบุรี - เริ่มแล้วงานรำลึกบูรพาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม พระอารามหลวง (วัดใต้) 
 
วันนี้ 04 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ได้จัดขบวนรถบุปผาชาติ วงดุริยางค์ของนักเรียน เข้าร่วมขบวนแห่เปิดงานรำลึกบูรพาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยนเช่นทุกปีซึ่งงานรำลึกบรพาจารย์ จัดขึ้นตั่งแต่วันที่ 4 – 6 เมษายน 2569  โดยจัดขบวนรถบุปผาชาติจากโรงเรียนต่างๆ และขบวนรถสามล้อพ่วงข้างของประชาชน ได้ร่วมขบวนแห่ออกจากวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ผ่านไปในเขตเทศบาล เพื่อให้ประชาชนได้กราบสัการะบูชา โดยสภาพอากาศที่ร้อนเกิน 40 องศา ไม่ได้เกิดผลแก่ผู้ร่วมขบวนแห่แม้แต่น้อย โดยคณะศิษย์ ได้นำรถบรรทุกน้ำจำนวนมาก เพื่อไว้บริการแก่ผู้ร่วมขบวนแห่ ซึ่งมีระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร กลับมายังจุดเดิมวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางไปร่วมงานรำลึกบูรพาจารย์ในครั้งนี้ ซึ่งเริ่มเป็นวันแรก 4 ถึง 6 เมษายน 2569 นี้
 
สำหรับประวัติ พระเดชพระคุณพระวิสุทธิรังษี (หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) จังหวัดกาญจนบุรี หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อวัดใต้ หรือหลวงปู่วัดใต้ ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๕ ที่บ้านม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โยมบิดาชื่อ หมื่นอินทร์รักษา (นายนิ่ม พูลสวัสดิ์) โยมมารดาชื่อ นางจีบ พูลสวัสดิ์  เมื่อเยาว์วัยมีนิสัยเป็นนักสู้ มีความเข้มแข็ง ทรหดอดทนเพราะเกิดใน (วันเสาร์ห้า) จิตใจจึงกว้างขวาง เป็นนักเลงเต็มตัว ถ้าปัจจุบันนี้ก็เรียกว่า "เป็นผู้กว้างขวาง" โยมบิดาและโยมมารดาคิดวิตกว่า ต่อไปคงจะเอาดีได้ยาก เพราะรูปร่างล่ำสัน ผิวก็ดำ จึงเรียกกันว่า "ทองดำ" เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม และด้วยความที่เป็นผู้ที่มีนิสัยนักเลงนั้น จึงมีพรรคมีพวกมาสมัครมากขึ้นเรื่อย ๆ โยมบิดาจึงได้ตัดสินใจฝากให้เรียนหนังสือที่วัดใต้ หรือวัดไชยชุมพลชนะสงคราม โดยฝากเป็นศิษย์ของ ท่านพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เจ้าอาวาสและเจ้าคณะเมืองกาญจน์ในสมัยนั้น
 
เมื่อหนุ่มทองดำมาอยู่วัด ก็เปลี่ยนเป็นคนสุขุมมากขึ้น เยือกเย็นขึ้น หนักแน่นขึ้น มีความสุภาพเรียบร้อยและมีความโอบอ้อมอารี ผิดไปเป็นคนละคน โยมบิดาเลยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ ว่า "เปลี่ยน" นับตั้งแต่แต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเปลี่ยนอายุครบบวช โยมบิดาจึงนำไปอุปสมบทที่วัดใต้ โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการรอดแห่งวัดทุ่งสมอ กับพระอธิการกรณ์แห่งวัดชุกพี้ เป็นคู่สวด
 
พระอุปัชฌาย์เห็นว่าเป็นคนชะตากล้าแข็งมาก เพราะเกิดในวันเสาร์ห้าตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าจะให้ฉายาเป็นคนวันเสาร์ ก็เกรงว่าจะกล้าแข็งมากเกินไป จึงให้ฉายาเป็นคนวันอาทิตย์ว่า อินฺทสโร และพระเปลี่ยน อินฺทสโร ได้เล่าเรียนทั้งหนังสือขอมและหนังสือไทย เดิมพระเปลี่ยนมีความตั้งใจจะบวชเพียง ๗ วัน แต่แล้วด้วยบุญกุศลก็เสริมให้เกิดความปักใจแน่วแน่พระเปลี่ยน อินฺทสโร จึงตั้งศึกษาและสืบพระศาสนาตราบจนสิ้นอายุขัย
 
นับตั้งแต่พระเปลี่ยนได้เริ่มบวชเรียน ได้ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จะร่ำเรียนวิชาไหนก็สำเร็จทุกอย่าง ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว พูดจริง ทำจริง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ หลวงพ่อช้าง พระอุปัชฌาย์จึงตั้งให้เป็น พระใบฎีกา ฐานานุกรมของท่าน จึงเป็นกำลังช่วยท่านตลอดมา
 
หลวงพ่อช้างองค์นี้ เป็นพระที่มีวิทยาอาคมแก่กล้ามาก เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วทั้งเมืองกาญจน์และเมืองใกล้เคียง ก่อนจะได้เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจน์ ได้แสดงฝีมือในทางทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดขนอนเหนือ เมืองราชบุรี พร้อมกับหลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ น้ำมนต์ของสองวัดนี้ ทำแล้วไม่หก ไม่ไหล เป็นการสอบไล่ครั้งสำคัญ เพราะแต่เดิมการปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ต้องขึ้นกับเมืองราชบุรี เมื่อชื่อเสียงร่ำลือไปถึงท่านพระครูธรรมเสนานี (ดี) วัดขนอน ซึ่งปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ในสมัยนั้นว่า ขณะนี้ที่เมืองกาญจนบุรีมีอาจารย์แก่กล้า ๒ องค์ คือวัดใต้และวัดเหนือ เห็นสมควรจะปกครองตนเองได้ จึงได้เรียกมาทดสอบที่วัดขนอน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าเก่งกล้าจริงตามที่ร่ำลือต่อหน้าเจ้าบ้านเจ้าเมืองและประชาชนเป็นอันมาก จึงได้รับบาตรที่ทำน้ำมนต์ไม่หกมาเป็นรางวัลคนละลูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ และทางการก็ได้แต่งตั้ง หลวงพ่อช้าง พระครูวิสุทธิรังษี เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี  และให้หลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ เป็นพระครูสิงคีบุรคณาจารย์ รองเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี แต่นั้นมาการคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ก็ไม่ต้องไปขึ้นกับเมืองราชบุรีอีก
 
ต่อมาหลวงพ่อช้างได้มรณภาพลง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดใต้จึงว่างลง ทางการก็ได้แต่งตั้งให้พระใบฎีกาเปลี่ยน เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อไปและได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิรังษี เมื่อหลวงพ่อเปลี่ยนได้เป็นสมภาร ก็พัฒนาวัดจนสวยงามยิ่งนัก ทั้งส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาทางโลกและทางธรรม โดยได้จัดตั้งโรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนวิสุทธรังษี เป็นที่เชิดชูอยู่จนกระทั่งบัดนี้ และต่อมาท่านก็ได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความดีงามของท่าน ทั่วทั้งเมืองกาญจน์ไม่ว่าวัดไหนต้องการอะไรหลวงปู่จะช่วยจนเต็มกำลัง
 
ส่วนเรื่องทางไสยศาสตร์เวทมนตร์ ของหลวงปู่ใครๆ ก็รู้กันทั่วว่าเก่งจริง ในกรุงเทพฯ สมัย ร.๕ - ร.๖ จะมีพิธีทางไสยศาสตร์แล้ว จะขาดหลวงปู่วัดใต้เมืองกาญจน์ไม่ได้เลย ดังปรากฏพัดรองและย่ามที่หลวงปู่ได้รับไปจากกรุงเทพฯ เช่น งานถวายพระเพลิง ร.๕ งานเสวยราชย์ ร.๖ งานฉลองครบ ๑๕๐ ปี พัดจักรี ฯลฯ
 
ต่อมาหลวงปู่เปลี่ยนได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ กับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหารฯ ให้เติมสร้อยต่อท้ายนามของหลวงปู่ว่า "พระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภี สังฆปาโมกข์"
 
หลวงปู่เปลี่ยนได้รับการชมเชยจาก ร.๕ ในคราวเสด็จประพาสเมืองกาญจน์โดยนำพระสงฆ์ ๒๐ รูปมาสวดมนต์รับเสด็จที่พลับพลาว่าสวดมนต์เก่ง สวดได้ชัดเจน ตลอดจนการลีลา สังโยคน่าฟัง และขัดตำนานได้ไพเราะ หลวงปู่เปลี่ยนจึงได้รับของพระราชทานหลายอย่างเป็นที่โปรดปรานของ ร.๖ ลักษณะของหลวงพ่อเป็นมหาอำนาจ ใครได้พบเห็นน่าเกรงขามยิ่งนัก จนถึงกับมีคำขวัญว่า เจ้าชู้ต้องวัดเหนือ เป็นอ้ายเสือต้องวัดใต้ วัดเหนือหมายถึงพระครูอดุลยสมณกิจ (ดี) ในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นพระเทพมงคลรังษี เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสืบแทนหลวงพ่อเปลี่ยน
 
พระเดชพระคุณพระวิสุทธิรังษี (หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร) ได้เจริญอายุต่อมาจนย่างเข้า ๘๕ ปี ก็ได้อาพาธด้วยโรคชราตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ คณะแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณพยายามรักษาแต่อาการก็มีทรงกับทรุดมาโดยลำดับ และได้ถึงแก่การมรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เวลา ๐๙.๒๕ นาฬิกา สิริอายุครบ ๘๕ ปีบริบูรณ์ และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ยิ่งของเมืองกาญจน์เลยทีเดียว แม้ว่าหลวงปู่เปลี่ยนจะล่วงลับไปนานแล้ว ทว่าเกียรติคุณของท่านยังปรากฏโด่งดังอยู่จนทุกวันนี้
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์  รายงาน
หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 เมษายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
03 ก.พ. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่อ...