“อลงกรณ์“ ชี้ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติครั้งใหญ่ใกล้เป็นรัฐที่ล้มเหลว ฟันธง ”การเมืองสุจริต“ ขจัดคอรัปชั่น ทุนเทา ปฏิรูปยกเครื่องประเทศใหม่ คือทางรอดของชาติ
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่กำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤตครั้งใหญ่ ทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศ และโจทย์อนาคต และมองว่า ”การเมืองสุจริต“ คือแนวทางหลักที่จะนำประเทศฝ่าพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้
คำถาม: ในมุมมองของท่าน มองสถานการณ์และอนาคตของประเทศอย่างไร ?
อลงกรณ์ : วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวน
วิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรงร่วงลง 5 อันดับในปีเดียวมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่า เป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำ โตช้า เติบโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุดรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน
เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 16 ล้านล้าน หรือ 90% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง 70% ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้า
การที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมาก ทำให้ต้องกู้ เพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่องยาวนาน 19 ปี รวมถึงปีงบประมาณหน้า โดยเฉพาะปีงบประมาณนี้วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุล โดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริตฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000ล้านต่อปี
ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้า รวมทั้งวิกฤติทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง
ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) เพราะมี 5 สัญญานเตือน
1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture)
ทุนเทาทุนคอรัปชั่นเข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law)
คดีทุจริตรายใหญ่ ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุด หรือพ้นข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม
3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption)
ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า เอสเอ็มอี (SME ) กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วยจ่ายสินบนจ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ
4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว (Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ
5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน (Dysfunctional Oversight) กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง
คำถาม : แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรครับ
อลงกรณ์ : ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยา หากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริต ปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ภาคเอกชนภาคประชาชนมาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบนไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5% ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่า เช่น เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy) ฯลฯ พร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลัง โดยกิโยตินกฎหมายที่เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชนโดยเร็วที่สุด เป็นต้น
คำถาม : การเลือกตั้งจะช่วยได้อย่างไร?
อลงกรณ์ : 8 ก.พ. วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด ระหว่างอดีตที่มืดมนหรืออนาคตที่ดีกว่า
อย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้าง เลือกผู้แทน เลือกนายกรัฐมนตรีและพรรคที่ซื่อสัตย์สุจริต มีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าทันโลก เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดี สภาผู้แทนที่ดี สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศได้ จึงจะพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้.