สวัสดีครับทุกท่าน หากเราย้อนกลับไปมองเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจจะยังตื่นเต้นกับการที่ AI สามารถพูดสื่อสารหรือทำงานบ้างอย่างแทนเราได้ แต่ในวันนี้ เรากำลังยืนอยู่ในช่วงเวลาคำถามสำคัญในการทำงานว่า... "AI จะมาแย่งงานเราไหม...?” แต่คำถามที่สะท้อนความเป็นจริงที่สุดคือ "เราจะร่วมงานกับ AI อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?”
ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับการศึกษา AI จากทั่วโลกที่เกิดขึ้นและนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปแบ่งปันบรรยายให้ความรู้กับทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ผมสัมผัสได้ถึง "คลื่นความเปลี่ยนแปลง" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน AI ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรแกรมที่รอรับคำสั่งอีกต่อไป แต่มันกำลังวิวัฒนาการกลายมาเป็น "เพื่อนร่วมงาน" ที่มีความคิดอ่านและเข้ามา "เขย่า" โครงสร้างการทำงานเดิมๆ พร้อมกับ "สร้าง" โอกาสใหม่ๆ ในแบบที่เราไม่เคยจินตนาการถึง
และนี่คือ 4 จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการทำงานในวันนี้ที่เราต้องรู้เท่าทัน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสครับ

เรื่องที่ 1 คือ การก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI เมื่อ AI เริ่ม “วางแผนและลงมือทำ" หากปีที่ผ่านๆ มา เราทึ่งกับ Generative AI ที่เก่งเรื่องการ "สร้าง" Content Creation ปี 2569 นี้คือก้าวสำคัญสู่ยุคของ "Agentic AI" หรือ AI เชิงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นกว่าที่ทำให้ AI ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถามหรือให้ข้อมูล แต่พวกมันมีความสามารถในการ "คิดเป็นกระบวนการ" (Reasoning), "วางแผน" (Planning), และ "ลงมือทำ" (Execution) ได้เองจนจบกระบวนการ
ลองจินตนาการถึงบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานราชการดูครับ ในอดีตเมื่อประชาชนร้องเรียนเรื่องถนนชำรุด เจ้าหน้าที่ต้องรับเรื่อง ลงบันทึก ประสานกองช่าง และทำหนังสือตอบกลับ ซึ่งกินเวลาหลายวัน แต่ด้วย Agentic AI ระบบอัตโนมัติจะสามารถจัดการเรื่องร้องเรียนนี้ได้แบบ End-to-End ตั้งแต่การรับเรื่องผ่านระบบ Chatbot ที่เข้าใจภาษาชาวบ้าน วิเคราะห์ประเภทความเดือดร้อน ส่งใบงานเข้าสู่ระบบของกองช่างโดยตรง ตรวจสอบตารางงานของเจ้าหน้าที่ และเมื่อซ่อมเสร็จ ก็แจ้งผลพร้อมรูปถ่ายกลับไปยังประชาชนทันที โดยที่มนุษย์ทำหน้าที่เพียงแค่ "ตรวจสอบความเรียบร้อย" เท่านั้น นี่คือการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ปฏิบัติงานซ้ำๆ มาเป็นผู้ควบคุมระบบอย่างแท้จริง
เรื่องที่ 2. คือ การปรับโครงสร้างองค์กรให้ "แบน" (Flat) และ "ไว" (Agile) ข้อมูลจากการวิจัยระบุชัดเจนว่า ภายในปีนี้ องค์กรกว่า 20% จะเริ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการ "รื้อ" และ "ปรับ" โครงสร้างการทำงานใหม่ โครงสร้างแบบลำดับชั้นที่ซับซ้อน จะเริ่มลดลง กลายเป็นองค์กรที่ "แบนราบ" (Flat Organization) มากขึ้น
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะ AI เข้ามาทลายกำแพงของ "งานธุรการ" ครับ งานอนุมัติเอกสารที่ซ้ำซ้อน การกรอกข้อมูล หรือการทำรายงานสรุปการประชุมที่เคยใช้เวลามหาศาล จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัจฉริยะ ความล่าช้าของการส่งต่องานระหว่างแผนกจะหายไป
ผลลัพธ์ที่ได้คือ บุคลากรของรัฐและพนักงานเอกชนจะถูกปลดล็อกพันธนาการจาก "งานเอกสาร" ให้มีเวลาเหลือเฟือที่จะย้ายเป้าหมายไปสู่การทำ "งานเชิงรุก" เพื่อมวลชนหรือลูกค้าได้มากขึ้น องค์กรจะเคลื่อนที่ได้ไวขึ้น การตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ AI สรุปมาให้แบบ Real-time ไม่ใช่การรอรายงานสรุปรายเดือนอีกต่อไป เรื่องที่ 3. คือ ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จทักษะ "AI Aptitude” ในยุคนี้ การใช้คอมพิวเตอร์เป็น Digital Literacy กลายเป็นเพียงทักษะพื้นฐานเหมือนการอ่านออกเขียนได้ แต่ทักษะที่จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถของคนทำงานยุค 2569 คือ "AI Aptitude”
AI Aptitude ไม่ใช่แค่การเขียน Prompt เป็น แต่คือ "ไหวพริบ" และ "ความสามารถในการบูรณาการ AI เข้ากับเนื้องาน" (Integration) เจ้าหน้าที่รัฐยุคใหม่ต้องมองให้ออกว่า จะใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลประชากรอย่างไรเพื่อจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด หรือจะใช้ AI ช่วยร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างไรให้แม่นยำด้วยฐานข้อมูลจริง (Data-Driven) แทนการคาดเดา
คนที่สมรรถนะสูงในยุคนี้ คือคนที่รู้ว่า งานชิ้นนี้ควรใช้ AI ตัวไหน, ต้องสั่งงานอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด, และ จะตรวจสอบความถูกต้องของงานนั้นอย่างไร นี่คือใบเบิกทางใหม่ที่จะสร้างความแตกต่างระหว่าง "คนทำงานทั่วไป" กับ "คนทำงานมืออาชีพ"
เรื่องที่ 4. คือ ความท้าทายทางจิตวิญญาณ เมื่อ "จริยธรรม" และ "ความเห็นอกเห็นใจ" สำคัญกว่าความฉลาด แม้ผมจะพูดถึงความเก่งกาจของ AI มามากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องย้ำเตือนเสมอคือ "อย่าให้ AI ทำหน้าที่แทนหัวใจของคุณ”
แก่นแท้ของงานบริการสาธารณะ หรืองานบริการลูกค้า คือ "ความเห็นอกเห็นใจ" (Empathy) และ "จริยธรรม" (Ethics) AI อาจจะคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้แม่นยำ แต่มันไม่สามารถเข้าใจบริบทความซับซ้อนของวิถีชีวิตชาวบ้าน ความเจ็บปวด หรือความจำเป็นเร่งด่วนทางความรู้สึกได้
นี่คือ "จุดแข็งของมนุษย์" ที่เราต้องรักษาไว้อย่างเหนียวแน่น หน้าที่ของเราคือใช้ AI ช่วยจัดการเรื่องยุ่งยาก เพื่อให้เรามี "เวลา" และ "สมอง" ว่างพอที่จะเดินลงไปพูดคุย สบตา และดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างใกล้ชิดกว่าเดิม ใช้ AI ดูแลข้อมูล แต่ใช้มนุษย์ดูแลความรู้สึก นั่นคือสมดุลที่เราต้องหาให้เจอ
สรุปได้ว่า....โลกการทำงานในวันนี้ คือสนามของการปรับตัวครับ ใครเริ่มก่อน ได้เปรียบก่อน อย่ากลัวที่จะถูกแทนที่ เพราะ AI จะไม่แทนที่คนที่ใช้มันเป็น แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะเข้ามาแทนที่คนที่ปฏิเสธมัน ขอให้ทุกท่านจงเป็น "คนทำงานยุคใหม่" ที่ไม่ได้มอง AI เป็นศัตรู แต่เป็นเพื่อนคู่คิด เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ และจงกล้าที่จะคุมบังเหียนเทคโนโลยีนี้ เพื่อสร้างการพัฒนาให้กับตนเอง องค์กร และประเทศชาติสืบไปครับ