ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ความสัมพันธ์ไทย - จีน และ เศรษฐกิจเพื่อนบ้าน ย้อนกลับ
จาก “เรือคือบ้าน ทะเลคือพื้นที่ชีวิต” สู่ชีวิตบนฝั่ง เรื่องราว “ชาวเรือเซี่ยฉี” แห่งฝูเจี้ยน กับการเปลี่ยนผ่านของชุมชนลอยกลางทะเล
19 ก.ย. 2569

หากมองหมู่บ้านเซี่ยฉี หรือ 下岐村 (Xiàqí Cūn) ในเมืองฝูอัน เมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยนในวันนี้ ภาพของบ้านเรือน ถนน ร้านอาหารทะเล และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อาจทำให้ยากจินตนาการว่า เมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน บรรพบุรุษของคนในชุมชนแห่งนี้จำนวนมากแทบไม่มี “บ้าน” บนผืนดิน

บ้านของพวกเขาคือ ”เรือ“

ชุมชนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “连家船民” (เหลียนเจียฉวนหมิน) หมายถึงผู้คนที่ใช้เรือเป็นทั้งบ้าน ที่ทำงาน และพาหนะ ชีวิตตั้งแต่เกิด เติบโต ทำมาหากิน จนถึงแก่ชรา ผูกติดอยู่กับผืนน้ำ

เรือแบบดั้งเดิมที่จัดแสดงอยู่ในหมู่บ้านมีชื่อว่า “连家船” ตัวเรือทำจากไม้ ยาวประมาณ 7–9 เมตร กว้างเพียง 2–2.6 เมตร หลังคาทำจากไม้ไผ่สานและใบปาล์ม แต่พื้นที่เล็ก ๆ นี้กลับต้องรองรับทุกกิจกรรมของคนทั้งครอบครัว

บางครอบครัวมีคน 3 รุ่น 6–8 ชีวิต อาศัยอยู่บนเรือลำเดียวกัน

หัวเรือเป็นพื้นที่ทำประมง ห้องโดยสารตรงกลางทำหน้าที่พร้อมกันทั้งห้องครัวและห้องนอน ส่วนท้ายเรือเป็นพื้นที่สำหรับขับถ่าย มีกรงแขวนสำหรับเลี้ยงไก่หรือเป็ด หลังคาเรือแบ่งเป็นสามส่วน สามารถเลื่อนไปมาได้ กลางวันเปิดพื้นที่เพื่อทำประมง กลางคืนจึงกางหลังคาคลุมเรือเพื่อกันฝน น้ำค้าง ลม และความหนาว

จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่คนในชุมชนจะบอกว่า

“生活、生产、吃喝拉撒睡都在这条船上。”

หรือแทบทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่ทำงาน กิน ดื่ม ขับถ่าย ไปจนถึงหลับนอน ล้วนเกิดขึ้นบนเรือลำเดียว

คนในพื้นที่จึงอธิบายความแตกต่างระหว่างคำว่า “船民” ชาวเรือ กับ “渔民” ชาวประมง ว่า ชาวประมงอาจมีบ้านอยู่บนบกและออกเรือเพื่อประกอบอาชีพ แต่สำหรับชาวเรือในอดีตนั้น ทะเลคือพื้นที่ชีวิต และเรือคือบ้าน

ชาวเรือเหล่านี้ในอดีตยังถูกเรียกว่า “疍民” (Dànmín) โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอธิบายระหว่างการเยี่ยมชมว่า ปัจจุบันไม่ได้ถูกจัดเป็นชนกลุ่มน้อยแยกต่างหาก แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประชากรชาวฮั่น โดยคำเรียกดังกล่าวสะท้อนภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตทางน้ำของชุมชนมากกว่า

คืนที่ไต้ฝุ่นมา ไม่มีใครได้นอน

ความยากลำบากไม่ได้มีเพียงพื้นที่อยู่อาศัยที่คับแคบ แต่ยังหมายถึงการต้องเผชิญกับธรรมชาติโดยแทบไม่มีสิ่งป้องกัน

เมื่อถูกถามว่า “แล้วเวลาไต้ฝุ่นมา พวกคุณอยู่กันอย่างไร?” อดีตชาวเรือเล่าว่า สมัยนั้นยังไม่มีท่าเรือหลบพายุโดยเฉพาะ เมื่อทราบว่าพายุกำลังมา ทุกครอบครัวต้องรีบนำเรือเข้าไปหลบตามอ่าวหรือเวิ้งน้ำที่สามารถกำบังลมได้

จากนั้นต้องดูทิศทางลม ปรับหัวและท้ายเรือ ก่อนผูกเรือให้แน่นที่สุด

คืนที่ฝนตกหนัก คนทั้งครอบครัวแทบไม่มีใครได้นอน เพราะต้องผลัดกัน วิดน้ำออกจากเรือตลอดทั้งคืน หากปล่อยให้น้ำสะสมมากเกินไป เรืออาจจมลงได้

แม้แต่น้ำจืดก็ไม่มีอยู่บนเรือ ชาวบ้านต้องขึ้นฝั่ง เดินไปยังบ่อน้ำ ตักน้ำใส่ถัง ใช้คานหาบกลับมาที่เรือ เพื่อใช้ทั้งดื่ม ทำอาหาร และใช้ในชีวิตประจำวัน

ความชื้นที่สะสมอยู่ในเรือเล็กและต่ำเป็นเวลาหลายสิบปี ยังส่งผลต่อสุขภาพ คนในพื้นที่เล่าว่าผู้สูงอายุรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเกี่ยวกับข้อและโรครูมาติก โดยบางคนเริ่มมีอาการรุนแรงตั้งแต่อายุประมาณ 50 ปี

แหล่งข้อมูลของรัฐบาลฝูเจี้ยนบันทึกภาพคล้ายกันว่า มีครอบครัวหนึ่งซึ่งพ่อแม่และลูก 6 คน รวม 8 ชีวิต ต้องเบียดกันอยู่บนเรือลำเดียว ห้องโดยสารเป็นทั้งห้องนอนและครัว ส่วนท้ายเรือเป็นพื้นที่ขับถ่าย เด็กบางคนถึงกับต้องผูกเชือกไว้กับตัว เพราะเสี่ยงพลัดตกน้ำ

 

ปี 1997 จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนครั้งใหญ่

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990

เดือนมิถุนายน ปี 1997 สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลฝูเจี้ยน ลงพื้นที่ฝูเจี้ยนตะวันออกเพื่อตรวจสอบปัญหาการย้ายถิ่นฐานของชุมชนชาวเรือโดยเฉพาะ ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ใน People’s Daily ฉบับต่างประเทศ 

แนวคิดในช่วงนั้นครอบคลุมประชาชนที่มีปัญหาความเป็นอยู่สองลักษณะ กลุ่มหนึ่งคือประชาชนในเขตภูเขาห่างไกล ซึ่งต้องย้าย “ลงจากภูเขา” เพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคที่เหมาะสม

อีกกลุ่มคือชาว 连家船民 ที่ต้องย้าย “ขึ้นจากทะเลสู่ฝั่ง”

จึงเกิดคำอธิบายง่าย ๆ ในพื้นที่ว่า

“一个下山,一个上岸” — กลุ่มหนึ่งลงจากภูเขา อีกกลุ่มหนึ่งขึ้นฝั่ง

ต่อมาในปี 1998 และ 2000 สี จิ้นผิงเดินทางมายังหมู่บ้านเซี่ยฉีเพื่อสำรวจสภาพความเป็นอยู่และติดตามการย้ายชาวเรือขึ้นฝั่ง โดยข้อมูลของรัฐบาลฝูเจี้ยนระบุการลงพื้นที่หมู่บ้านเซี่ยฉีสองครั้งในสองปีดังกล่าว 

ป้ายจัดแสดงภายในหมู่บ้านบันทึกภาพการเข้าไปดูที่อยู่อาศัยของชาวเรือ ซึ่งมีสภาพเตี้ย มืด ชื้น ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้า สะท้อนปัญหาที่ชุมชนเผชิญในเวลานั้น

จากเรือ สู่บ้าน 339 หลัง

การย้ายขึ้นฝั่งจึงเริ่มเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการปรับปรุงความเป็นอยู่หรือ “造福工程”

แต่โจทย์ไม่ได้ง่ายเพียงการบอกให้ชาวบ้านขึ้นฝั่ง เพราะคนเหล่านี้ไม่มีที่ดิน ไม่มีบ้าน และหลายครอบครัวไม่มีเงินมากพอที่จะสร้างที่อยู่อาศัยใหม่

ข้อมูลรัฐบาลฝูเจี้ยนระบุว่า หมู่บ้านเซี่ยฉีใช้วิธีทยอยย้ายเป็นระยะ มีการลงทุนมากกว่า 7 ล้านหยวน สร้างหมู่บ้านชาวประมงใหม่ 2 แห่ง และพื้นที่ตั้งถิ่นฐานอีก 6 จุด รวมถึงสร้างบ้าน 339 หลัง

แต่ละคนได้รับเงินช่วยเหลือค่าก่อสร้างบ้าน 1,300 หยวน ส่วนค่าใช้จ่ายที่เหลือมีการให้ทีมก่อสร้างสำรองจ่ายก่อน โดยคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยค้ำประกัน และอนุญาตให้ครอบครัวทยอยชำระภายหลัง

จนถึงปี 1999 ชาวเรือ 511 ครัวเรือน รวม 2,310 คนของหมู่บ้านเซี่ยฉี ย้ายขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้สำเร็จ 

สำหรับครอบครัวที่เคยใช้เรือเป็นบ้านมาหลายชั่วอายุคน การมีประตูบ้าน ห้องครัว น้ำประปา ไฟฟ้า และพื้นที่สำหรับลูกหลานนอนอย่างเป็นสัดส่วน คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ย้ายขึ้นฝั่งแล้ว แต่จะทำมาหากินอย่างไร?

การมีบ้านเป็นเพียงโจทย์แรก

เพราะทันทีที่ชาวเรือขึ้นมาอยู่บนบก คำถามต่อมาคือ “แล้วจะทำอาชีพอะไร?”

คนจำนวนมากรู้จักเพียงการจับปลา ไม่เคยทำงานในโรงงาน ไม่เคยค้าขาย และบางคนอ่านเขียนไม่ได้

ชุมชนจึงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่สองของการเปลี่ยนแปลง จาก “搬上来、住下来” — ย้ายขึ้นมาและตั้งหลักให้อยู่ได้ ไปสู่ “富起来” — สร้างรายได้และความมั่นคง

ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ มีการจัดฝึกอาชีพตามความสามารถของแต่ละคน ผู้ที่สนใจงานอุตสาหกรรมถูกส่งไปเรียนทักษะ เช่น งานเชื่อมโลหะ เพื่อเข้าทำงานในอู่ต่อเรือใกล้เคียง

ผู้ที่ยังต้องการทำอาชีพจากทะเล ได้รับการฝึกด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การเลี้ยง ปลาจวดเหลืองใหญ่ หรือ 大黄鱼 (Large Yellow Croaker)

คนที่มีทักษะทำอาหารได้รับการช่วยประสานไปทำงานตามร้านอาหารหรือโรงแรม ส่วนผู้ที่ต้องการค้าขายอาหารทะเลแต่ไม่มีเงินทุน มีการประสานสถาบันการเงินเพื่อเข้าถึงสินเชื่อขนาดเล็ก โดยคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยทำหน้าที่ค้ำประกัน

ข้อมูลจาก People’s Daily ระบุเช่นกันว่า หลังย้ายขึ้นฝั่ง หมู่บ้านสนับสนุนทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมง การค้า โลจิสติกส์ และร้านอาหาร รวมถึงจัดอบรมทักษะและช่วยแก้ปัญหาเงินทุนในการประกอบอาชีพ 

หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกบันทึกเรื่องราวไว้คือ เจียง เฉิงไฉ (江成财) หลังย้ายขึ้นฝั่ง เขาเริ่มทำฟาร์มหอย ก่อนนำรายได้ไปต่อยอด และในปี 2005 รวมกลุ่มชาวบ้านกว่า 30 คนเข้าไปทำงานด้านฐานรากและก่อสร้าง ต่อมาพัฒนาเป็นธุรกิจก่อสร้าง 

นี่จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดทุกวันนี้ อาชีพของคนเซี่ยฉีจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกเรือ แต่กระจายไปทั้ง ประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ก่อสร้าง การค้า ร้านอาหาร และบริการ

จากจับปลา สู่ฟาร์มทะเลและตลาดทั่วจีน

ทะเลยังคงเป็นหัวใจของเซี่ยฉี เพียงแต่วิธี “กินอยู่กับทะเล” เปลี่ยนไป

พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถูกจัดระเบียบมากขึ้น มีทั้งบ่อเพาะเลี้ยงและแพพลาสติกสำหรับเพาะเลี้ยงในทะเล ซึ่งประกอบขึ้นก่อนใช้เรือลากออกไปติดตั้งในพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำ

หนึ่งในสินค้าสำคัญคือ ปลาจวดเหลืองใหญ่ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของหนิงเต๋อ โดยข้อมูลทางการระบุว่า ในปี 2023 หนิงเต๋อผลิตปลาชนิดนี้ได้ประมาณ 213,000 ตัน และมีมูลค่าตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากกว่า 20,000 ล้านหยวน 

ชุมชนยังมีพื้นที่บ่อเพาะเลี้ยงประมาณ 450 หมู่ (亩) ที่นำมาปรับปรุงและปล่อยเช่า เพื่อสร้างรายได้ให้กองทุนหรือทรัพย์สินส่วนรวมของหมู่บ้าน 

ในปี 2022 แหล่งข้อมูลรัฐบาลฝูเจี้ยนรายงานว่า รายได้ส่วนรวมของหมู่บ้านเพิ่มจากเดิมที่แทบไม่มี เป็น 630,000 หยวนต่อปี 

จากเดิมที่ขายสัตว์น้ำอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง วันนี้อาหารทะเลจากเซี่ยฉียังถูกส่งไปยังตลาดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และคนรุ่นใหม่เริ่มนำ อีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีม เข้ามาช่วยขายสินค้า

ตัวอย่างหนึ่งคือคนรุ่นหลังของครอบครัวชาวเรือที่กลับบ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และเริ่มขายกุ้งแห้ง ปลาจวดเหลืองใหญ่ และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของหมู่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังผู้บริโภคทั่วจีน 

การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่ารายได้ คือ “การศึกษา”

หากถามคนในพื้นที่ว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุด คำตอบหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ คือ การศึกษา

สมัยที่ยังอาศัยอยู่บนเรือ เด็กต้องใช้ชีวิตตามพ่อแม่ออกทะเล การเดินทางไปโรงเรียนไม่สะดวก และหลายครอบครัวไม่มีโอกาสทางการศึกษา

ข้อมูลของ People’s Daily ระบุว่า ก่อนย้ายขึ้นฝั่ง ประมาณ 95% ของชาวเรือในหมู่บ้านไม่ได้รับการศึกษา และไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยแม้แต่คนเดียว

หลังย้ายขึ้นฝั่ง สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมาก

ปี 2019 มีคนจากหมู่บ้านที่เข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้วกว่า 260 คน  ขณะที่ข้อมูลรัฐบาลฝูเจี้ยนปี 2023 ระบุว่ามีมากกว่า 290 คน และรายงานปี 2024 กล่าวถึงจำนวนมากกว่า 300 คน แล้ว 

สำหรับชุมชนที่ครั้งหนึ่งเด็ก ๆ เติบโตบนเรือกลางทะเล ตัวเลขนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่อาจมองไม่เห็นจากบ้านหรือถนนเพียงอย่างเดียว

จากรายได้ไม่ถึงพันหยวน สู่กว่า 3 หมื่นหยวนต่อคน

การเปลี่ยนแปลงยังปรากฏในตัวเลขรายได้

ข้อมูลของรัฐบาลฝูเจี้ยนระบุว่า ก่อนการย้ายขึ้นฝั่งในปี 1997 ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี ต่ำกว่า 1,000 หยวน

ปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30,360 หยวน 

และข้อมูลปี 2024 ซึ่งรายงานตัวเลขของปี 2023 ระบุว่า รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อคนของหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 32,788 หยวนต่อปี 

ตัวเลขอาจบอกเรื่องเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เห็นได้มากกว่านั้นคือโครงสร้างชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป — จากคนที่ครั้งหนึ่งไม่มีแม้ผืนดินสำหรับวางบ้าน สู่ครอบครัวที่มีบ้านบนฝั่ง มีอาชีพหลายทาง ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย และคนรุ่นใหม่บางส่วนกลับมาสร้างธุรกิจที่บ้านเกิด

ทะเลยังอยู่ แต่ความหมายของทะเลเปลี่ยนไป

วันนี้ ทะเลหน้าหมู่บ้านเซี่ยฉียังคงเป็นทะเลผืนเดิม

เรือยังออกจากฝั่ง ปลายังคงถูกจับและเพาะเลี้ยง อาหารทะเลยังเป็นรายได้สำคัญของผู้คน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือทะเลไม่ใช่สถานที่ที่คนทั้งครอบครัวจำเป็นต้องใช้เป็น “บ้าน” อีกต่อไป

จากวันที่หลายชีวิตต้องเบียดกันอยู่บนเรือยาวไม่ถึงสิบเมตร จากคืนที่ทุกคนต้องตื่นวิดน้ำไม่ให้เรือจมเมื่อไต้ฝุ่นเข้า จากวันที่ต้องหาบน้ำจืดจากฝั่งกลับมาใช้ — วันนี้บ้านของพวกเขาตั้งอยู่บนแผ่นดิน

ส่วนทะเล กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แหล่งอาหาร พื้นที่เพาะเลี้ยง และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นใหม่กำลังต่อยอดด้วยเทคโนโลยี การค้า และการท่องเที่ยว

เรื่องราวของเซี่ยฉีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ย้ายจากเรือขึ้นฝั่ง”

แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก การมีเรือเป็นบ้าน  มีบ้านบนแผ่นดิน มีอาชีพ มีการศึกษา และสร้างโอกาสใหม่ให้คนรุ่นต่อไป

จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งแทบทุกอย่างในชีวิตเกิดขึ้นบนเรือลำเดียว วันนี้ลูกหลานของชาวเรือเหล่านั้นกำลังมีทางเลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด และจะเดินไปทางไหนต่อไป

ภาพและบทความ ลิขสิทธิ์ มณีนาถ อ่อนพรรณา

อ้างอิงเพิ่มเติม : China’s Daily , Fujian Government , People’s daily 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 กันยายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 ก.ค. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481 หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงป...