นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เปิดเผยว่า ได้สั่งยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์ในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะ อำเภอบ่อเกลือ หลังสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รายงานข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบ 11 ชุมชนมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำป่า ดินถล่ม และเส้นทางคมนาคมอาจถูกตัดขาด จึงกำชับให้ติดตามสถานการณ์ลงลึกถึงระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น
มท.3 ได้กำชับข้อสั่งการเร่งด่วนให้ทุกระดับเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นการทำงานเชื่อมโยงตั้งแต่ส่วนกลาง จังหวัด ไปจนถึงพื้นที่ ดังนี้
1. ศูนย์เตือนภัยฯ–ปภ. เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
ให้ติดตามสถานการณ์ฝน น้ำ และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงน้ำป่าและดินโคลนถล่ม หากพบสัญญาณความเสี่ยง ให้เร่งประสานจังหวัดและแจ้งเตือนประชาชนทันทีผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
2. จังหวัดตั้ง War Room เชื่อมข้อมูล 24 ชั่วโมง
ให้จังหวัดจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา เชื่อมข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยฯ ไปยังพื้นที่ พร้อมประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้พร้อมรับมือและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดเหตุ
3. พื้นที่ต้องรู้สถานการณ์จริงและพร้อมช่วยเหลือ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท. ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติให้รีบรายงานจังหวัด พร้อมเตรียมกำลังคน อุปกรณ์ และแผนช่วยเหลือประชาชนให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
จากข้อสั่งการดังกล่าว มท.3 เน้นย้ำให้ระบบเฝ้าระวังทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ “ส่วนกลาง–จังหวัด–พื้นที่” โดยข้อมูลจากส่วนกลางต้องส่งถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันข้อมูลจากพื้นที่ต้องสามารถส่งกลับมายังจังหวัดและส่วนกลางได้ทันที เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจสั่งการอยู่บนข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์
มท.3 กล่าวว่า ข้อมูลจากดาวเทียมและส่วนกลางช่วยให้สามารถมองเห็นพื้นที่เสี่ยงในภาพรวม แต่สิ่งสำคัญคือการรู้สถานการณ์จริงในแต่ละหมู่บ้าน ทั้งสภาพถนน จุดที่มีดินเคลื่อนตัว และครัวเรือนที่อาจได้รับผลกระทบ จึงต้องมีทั้งทีมส่วนกลางและทีมจังหวัดที่เชื่อมโยงข้อมูลถึงระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ ให้พื้นที่เสี่ยงทบทวน แผนอพยพ จุดปลอดภัย เส้นทางสำรอง และช่องทางการสื่อสาร รวมถึงซักซ้อมทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้รู้ล่วงหน้าว่าหากได้รับสัญญาณเตือนจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และต้องอพยพไปยังจุดใด โดยย้ำหลักการ “เตือนเร็ว–อพยพทัน” และต้องเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ มท.3 ยังสั่งการให้ลดภาระของผู้ประสบภัย หลังพบว่าประชาชนบางส่วนต้องเดินทางออกจากพื้นที่เพื่อจัดหาเอกสารประกอบการขอรับเงินเยียวยา โดยให้ผู้ใหญ่บ้านรวบรวมรายชื่อผู้ประสบภัยและส่งต่อผ่านกำนันและนายอำเภอ เพื่อให้ส่วนราชการดำเนินการตามขั้นตอน ลดความจำเป็นที่ประชาชนต้องเดินทางออกจากพื้นที่เพื่อจัดหาเอกสารด้วยตนเอง
เร่งฟื้นฟู “ปัว” ตั้งเป้า 7 วัน น้ำ–ไฟ–ถนน ต้องกลับมาใช้ได้
ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่อำเภอปัว มท.3 ตั้งเป้าระดมกำลังคน เครื่องจักร และทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ทั้ง ปภ. กองทัพ เทศบาล อบต. ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งฟื้นฟู ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางสัญจรภายใน 7 วัน ให้ประชาชนสามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตในบ้านได้โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ มท.3 ย้ำว่าเป้าหมาย 7 วันไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งหมด แต่ต้องทำให้ประชาชนมี “น้ำ มีไฟฟ้า และมีเส้นทางสัญจร” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกลับคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน ให้ท้องถิ่นและ อปท. ทบทวนแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมระบบเตือนภัย โดยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์ ทั้งข้อมูลเรดาร์ ปริมาณฝน และระดับน้ำ ขณะที่ Cell Broadcast ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนในกรณีจำเป็นต้องเร่งอพยพ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตประชาชนเป็นอันดับแรก
มท.3 ย้ำ 3 ภารกิจสำคัญในพื้นที่ว่า “เตือนให้เร็ว อพยพให้ทัน ฟื้นฟูให้ไว” พร้อมกำชับทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ส่วนกลางถึงพื้นที่ และเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถป้องกัน ลดความสูญเสีย และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที