ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
การเมือง / การปกครอง ย้อนกลับ
ศ.ดร.สุชาติ! ไทยไม่ควรปูพรมแดงให้ผู้นำที่ยึดอำนาจและเข่นฆ่าประชาชน
10 ส.ค. 2569

9 สิงหาคม 2569
ศ.ดร.สุชาติ! ไทยไม่ควรปูพรมแดงให้ผู้นำที่ยึดอำนาจและเข่นฆ่าประชาชน เราจำเป็นต้องเจรจา แต่ไม่จำเป็นต้องเชิดชู

1. ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็ว่า การที่รัฐบาลไทยจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 เป็นภาพที่สร้างความผิดหวังแก่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง เพราะบุคคลที่รัฐบาลไทยต้อนรับด้วยพรมแดงและกองทหารเกียรติยศ มิใช่ผู้นำที่ขึ้นสู่อำนาจตามวิถีประชาธิปไตย แต่เป็นผู้นำกองทัพซึ่งทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 จับกุมนางอองซาน ซูจี ประธานาธิบดีวิน มยิน และประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมาก ก่อนที่เมียนมาจะตกเข้าสู่ความรุนแรงและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน (แม้พรรคของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ผ่านการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2569 แต่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรี ไม่โปร่งใส และอยู่ภายใต้การควบคุมโดยสมบูรณ์ของคณะรัฐประหาร)

2. ข้อมูลที่สำนักข่าว Associated Press รายงานในเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีพลเรือนเสียชีวิตจากการปราบปรามและความขัดแย้งมากกว่า 8,200 คน และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 31,000 คน ขณะที่องค์การสหประชาชาติรายงานมาอย่างต่อเนื่องถึงการโจมตีทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ใส่พื้นที่พลเรือน การเผาหมู่บ้าน การทรมาน และการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาอยู่ในกลุ่มที่เลวร้ายที่สุดของโลก และกองทัพได้เพิ่มระดับความรุนแรงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศและการใช้อาวุธหนักในพื้นที่พลเรือน

3. นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในข้อหาที่กล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการเนรเทศและประหัตประหารชาวโรฮิงญา ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ

4.ไทยจำเป็นต้องเจรจา แต่ไม่จำเป็นต้องเชิดชู ประเทศไทยกับเมียนมามีพรมแดนติดต่อกันยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ไทยจึงหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้มีอำนาจในเมียนมาไม่ได้ เราจำเป็นต้องเจรจาเรื่องผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ ยาเสพติด การค้าชายแดน มลพิษข้ามแดน และความมั่นคงของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ “ความจำเป็นต้องเจรจา” แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “การให้เกียรติและสร้างความชอบธรรม”

5.รัฐบาลไทยสามารถประชุมในระดับเจ้าหน้าที่หรือจัดการหารือแบบจำกัดพิธีการได้ โดยไม่จำเป็นต้องปูพรมแดง จัดกองทหารเกียรติยศ และแสดงภาพเสมือนว่าผู้นำที่มีที่มาจากการรัฐประหารได้รับการยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิจากประเทศไทย พิธีการทางการทูตไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากความหมาย ทุกภาพการจับมือ ทุกพรมแดง และทุกกองทหารเกียรติยศสามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ด้วยเหตุนี้ การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จึงเท่ากับมอบ “ทุนทางการเมือง” ให้แก่ผู้ยึดอำนาจ โดยที่ประชาชนเมียนมาซึ่งสูญเสียชีวิต ครอบครัว บ้านเรือน และเสรีภาพ ไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม

6.สวนทางกับท่าทีของอาเซียน การต้อนรับดังกล่าวยังดูขัดแย้งกับจุดยืนร่วมของอาเซียนเอง ที่ยังคงใช้ฉันทามติ 5 ข้อเป็นกรอบหลักในการแก้ไขวิกฤตเมียนมา ได้แก่ การยุติความรุนแรง การเจรจาระหว่างทุกฝ่าย การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการให้ผู้แทนพิเศษเข้าพบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังประณามความรุนแรงต่อพลเรือนและยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังคงเป็นกรอบสำคัญ ทั้งยังเรียกร้องให้ยุติการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายและคุ้มครองพลเรือน

7. การทูตต้องมีทั้งผลประโยชน์และหลักมนุษยธรรม รัฐบาลอาจอ้างผลประโยชน์ด้านความมั่นคง การค้า แรงงาน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ แต่ผลประโยชน์แห่งชาติไม่ควรถูกตีความอย่างคับแคบจนละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การทูตที่ดีต้องสามารถรักษาช่องทางเจรจา พร้อมกับรักษาหลักการได้ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยควรกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า การยกระดับความสัมพันธ์จะต้องแลกกับผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น ยุติการโจมตีทางอากาศและการใช้อาวุธหนักต่อพลเรือน เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่​ ปล่อยนักโทษการเมือง รวมถึงผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เปิดการเจรจากับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ และฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ค้ามนุษย์ และแก๊งหลอกลวงตามแนวชายแดนโดยมีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่เปิดเผยต่อประชาชน หากรัฐบาลไทยเลือกต้อนรับอย่างสมเกียรติ แต่ไม่ได้รับหลักประกันเรื่องการยุติความรุนแรง การปล่อยนักโทษ การส่งความช่วยเหลือ หรือการเจรจาสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ก็แทบไม่ต่างจากการมอบความชอบธรรมให้ฝ่ายเดียว

8.ประเทศไทยควรยืนอยู่ข้างประชาชน ประเทศไทยไม่ควรเป็นศัตรูกับประชาชนเมียนมา และไม่ควรทำให้ผู้ลี้ภัยและผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรู้สึกว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดได้ทอดทิ้งพวกเขา เราพูดคุยกับผู้มีอำนาจได้ เพื่อแก้ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ควรจัดพิธีเชิดชูจนลืมไปว่า เบื้องหลังเครื่องแบบและตำแหน่งทางการเมืองนั้น มีชีวิตของประชาชนจำนวนมหาศาลที่ต้องสูญเสียจากการยึดอำนาจและความรุนแรง

9. ประเทศไทยเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยและเป็นศูนย์กลางทางการทูตของภูมิภาค เราจึงควรใช้ความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายเพื่อผลักดันสันติภาพ ไม่ใช่ใช้พรมแดงช่วยฟอกภาพของผู้มีอำนาจ รัฐบาลไทยต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า การต้อนรับครั้งนี้ทำให้ความรุนแรงลดลงกี่ครั้ง นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวกี่คน ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าใด และแก๊งอาชญากรรมตามชายแดนถูกปราบปรามอย่างไร หากไม่มีผลลัพธ์เหล่านี้ การปูพรมแดงก็เหลือเพียงภาพของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญแก่พิธีการและผลประโยชน์ระยะสั้น มากกว่าชีวิต เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์

10.ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับเมียนมา แต่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้แก่การรัฐประหาร และยิ่งไม่ควรนำเกียรติยศของชาติไปสร้างความชอบธรรมให้ผู้ที่ประชาคมโลกเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ศาสตราจารย์สุชาติฯ กล่าว

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 สิงหาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 ก.ค. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481 หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงป...