สทนช. ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการ "หนองหาร" และ "ห้วยหลวงตอนล่าง" เร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี บนพื้นฐานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พร้อมย้ำนโยบายสำคัญ "ส่วนไหนสร้างเสร็จ ประชาชนต้องได้ใช้ประโยชน์ทันที" เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่าง วันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น แผนหลักการพัฒนาหนองหาร, โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ระยะที่ 1 พื้นที่ชุมชนเมืองสกลนคร
จ.สกลนคร, โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย, โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง จ.อุดรธานี เป็นต้น
เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งและคุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่ง สทนช. ในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำและปรับปรุงแผนแม่บทลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (สทนช.ภาค 3) ได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566–2580) โดยนำกระบวนการ SEA มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดกรอบการดำเนินงาน
กระบวนการดังกล่าวมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอีสาน ตลอดจนคำนึงถึงความอ่อนไหว ในฐานะลุ่มน้ำข้ามพรมแดน (Transboundary Basin) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตรงจุด และเป็นเอกภาพ โดยมีตัวอย่างของการนำกระบวนการ SEA มาดำ
เนินการแก้ไขปัญหา อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ แผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหนองหารและโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง
สำหรับแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูหนองหาร ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 กรอบวงเงินกว่า 7,445 ล้านบาท จำนวน 62 โครงการ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปแล้วร้อยละ 21.10 โดยเฉพาะการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่มีคืบหน้าเกือบ 100% ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบหนองหารได้ใช้น้ำประปาจากการขยายเขตบริการอย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน สทนช. เตรียมร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนแผนงานในระยะต่อไป โดยจะเน้นการขับเคลื่อนการอนุรักษ์และบริหารจัดการในมิติของ "พื้นที่ชุ่มน้ำ" เพื่อสร้างสมดุลทางระบบนิเวศควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ด้านโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง วงเงินกว่า 21,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ จ.หนองคาย และ จ.อุดรธานี แม้จะเผชิญอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมาจนต้องขอขยายระยะเวลาโครงการถึงปี 2575 แต่ปัจจุบันภาพรวมมีความคืบหน้าร้อยละ 24.64 และกำลังเร่งรัดงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักของโครงการ ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบห้วยหลวงและแม่น้ำโขง ขณะนี้มีคืบหน้าร้อยละ 84.46 ภายในอาคาร ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 10 เครื่อง มีศักยภาพในการสูบน้ำรวม 150 ลบ.ม./วินาที ทำงานร่วมกับคลองชักน้ำและประตูระบายน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการเร่งระบายในช่วงฤดูน้ำหลากและการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบป้องกันและกระจายน้ำอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการก่อสร้างและปรับปรุงพนังกั้นน้ำรวมระยะทางกว่า 82 กิโลเมตร อาคารบังคับน้ำและแก้มลิงในลำน้ำสาขารวม 35 แห่ง การติดตั้งระบบแจ้งเตือนและบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Flood Control) ตลอดจนการยกระดับโครงข่ายระบบชลประทาน 13 โครงข่าย ซึ่งเชื่อมโยงสถานีสูบน้ำหลายสิบแห่งเข้าด้วยกันเพื่อทำหน้าที่กระจายน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรกว่า 3 แสนไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ จ.อุดรธานี และ จ.หนองคาย ได้อย่างทั่วถึง
เลขาธิการ สทนช. ได้กล่าวย้ำถึงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการว่า "ส่วนประกอบใดของโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดใช้งานเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ทันที โดยไม่ต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้งโครงการ เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนใน
ระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุด
ด้าน นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการ สทนช.ภาค 3 กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ เลขาธิการ สทนช. ได้กำชับให้ สทนช.ภาค 3 บูรณาการร่วมกับ จ.สกลนคร กรมทรัพยากรน้ำและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปรับปรุงแผนหลักการบริหารน้ำของหนองหารเพื่อเตรียมเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อไป ในส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ได้มอบหมายให้ สทนช.ภาค 3 ร่วมกับกรมชลประทาน ติดตามและขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามแผนงาน ระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการลุ่มน้ำและ กนช. อย่างเคร่งครัด พร้อมให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูฝนนี้ ซึ่งจะช่วยลดและบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
วัฒนะ แก้วก่า/สกลนคร รายงาน