เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี นายสงกาญ์ อัจฉริยะทรัพย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และที่ปรึกษากฎหมาย ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลของเพจสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ “พี่แสบสนั่นปฐพี” ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม พร้อมกล่าวอ้างถึงประเด็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา โดยมี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และ พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท.1 เป็นผู้รับเรื่อง
นายสงกาญ์ กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มายื่นคำร้องทุกข์ กับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เนื่องจากพบเพจเฟสบุ๊กรายหนึ่งมีการกล่าวอ้างว่ากระทรวงกลาโหมมีส่วนได้เสียกับประเทศกัมพูชา จึงไม่ดำเนินการตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดและมีประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ โดยพบว่ามีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วประมาณ 5,700 ความคิดเห็น และมียอดรับชมเกือบ 300,000 ครั้ง
ทั้งนี้ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานและบันทึกภาพหน้าจอของเพจทั้งหมดเพื่อนำมามอบให้ บช.สอท. ประกอบการดำเนินคดี พร้อมระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากผู้โพสต์มีการนำภาพของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเผยแพร่พร้อมข้อความกล่าวหาในลักษณะที่สร้างความเสียหาย จึงเห็นว่าควรดำเนินคดีตามกฎหมายและขอให้มีการปิดเพจดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเอกสารร้องทุกข์ไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานให้กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และในเบื้องต้น พบว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่บิดเบือน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
หลังจากนี้จะตรวจสอบข้อมูลในเพจดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบว่าผู้ใช้งานเป็นบุคคลจริงหรือใช้บัญชีอวตาร หากสามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากเป็นบัญชีอวตารจะประสานไปยังบริษัท เมตา (Meta) เพื่อขอข้อมูลในการติดตามตัวผู้กระทำผิด และดำเนินการปิดเพจต่อไป โดยยืนยันว่าจะเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดก่อนดำเนินการปิดกั้นเพจ
ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าลักษณะการเผยแพร่เป็นการไลฟ์สดหรือคลิปวิดีโอที่มีการกล่าวพาดพิงกระทรวงกลาโหมโดยตรง ซึ่งได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนพิจารณาว่า เนื้อหาดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ หากเข้าองค์ประกอบทั้งสองประการ ก็จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2)
นอกจากนี้ ยังพบว่าเพจดังกล่าวเปิดให้สมาชิกเข้ามาโพสต์ข้อความจำนวนมาก โดยบางบัญชีเป็นบัญชีอวตารและบางบัญชีเป็นบุคคลจริง ซึ่งจะต้องตรวจสอบตัวผู้โพสต์ทั้งหมด พร้อมเสนอให้มีการดำเนินการปิดกั้นเพจตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่งพิสูจน์ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนก่อนดำเนินคดี
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล องค์กร หรือความมั่นคงของประเทศ ผู้แชร์อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการทำงานของศูนย์บริหารสถานการณ์ข่าวสารไทย - กัมพูชา (JIC) ว่าพบการเผยแพร่ข้อมูลลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมากหรือไม่นั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติงานภายใต้ศูนย์ JIC ซึ่งมีการติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง หากตรวจพบข้อมูลที่เข้าข่ายกระทำผิดก็จะดำเนินการสืบสวน พิสูจน์ตัวบุคคล ดำเนินคดี และประสานปิดกั้นข้อมูลตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้กระทำผิดจำนวนมากมักใช้บัญชีอวตารเพื่อสร้างกระแสและสร้างความสับสนแก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นลักษณะของสงครามไซเบอร์ที่มุ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อองค์กรของรัฐและกองทัพ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าผู้เผยแพร่ข้อมูลอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยนั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ระบุว่า ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือชาวต่างชาติ รวมถึงอาจเป็นผู้ที่อยู่ต่างประเทศแต่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการและกองทัพ รวมถึงศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อข้อมูลจากเพจหรือบัญชีที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ