จากกรณีที่ นายยอดชาย พึ่งพร ส.ส.ชลบุรี เขต 9 ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการลงนามประกาศผู้ชนะการประมูลโครงการจัดซื้อรถยนต์ตู้สำหรับผู้บริหารเมืองพัทยา จำนวน 2 คัน วงเงิน 8.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนคณะผู้บริหารชุดเดิมครบวาระ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณดังกล่าว โดยได้มีการตั้งคำถามว่า การจัดซื้อรถยนต์ตู้ทั้ง 2 คัน มีความจำเป็นเร่งด่วนในด้านใด เหตุใดจึงต้องดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงสอบถามว่า รถยนต์ตู้ที่จัดซื้อมาใหม่นั้นจะนำมาใช้สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานใด และการใช้งานจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนชาวพัทยาในด้านใดบ้าง
ล่าสุดวันนี้ นางน้ำผึ้ง ชาลีชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัสดุและทรัพย์สิน เมืองพัทยา ได้ออกมาชี้แจงถึงกระบวนการจัดซื้อดัง กล่าวว่า ทุกขั้นตอนดำเนินการตามระเบียบและกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 และผ่านกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ตามขั้นตอนของกรมบัญชีกลาง
ซึ่งได้มีการประกวดราคาครั้งแรกในช่วงเดือนมกราคม 2569 แต่ไม่มีผู้ประกอบการเข้ายื่นเสนอราคา ทำให้ต้องดำเนินการประกวดราคาใหม่อีกครั้งในเดือนเมษายน 2569 ก่อนที่คณะกรรมการจะพิจารณาได้ผู้ชนะการเสนอราคาในที่สุด และประกาศผลเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้นตอนปกติ ไม่มีการเร่งรัดหรือกำหนดวันประกาศเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด
สำหรับความจำเป็นในการจัดซื้อรถยนต์ตู้ดังกล่าวนั้นด้วยเมืองพัทยามีภารกิจในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ต้องรองรับคณะผู้แทนจากต่างประเทศ คณะทูต นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงานระดับประเทศและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีพาหนะที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติภารกิจของผู้บริหารเมือง ทั้งนี้รถยนต์ที่ใช้งานอยู่เดิมก็เป็นรถอัลพาร์ดที่มีอายุการใช้งานกว่า 16 ปี มีสภาพเสื่อมโทรมและมีภาระค่าซ่อม บำรุงสูง จึงเห็นว่าการจัดซื้อรถใหม่จะมีความคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว ซึ่งรถที่จัดซื้อยังเป็นระบบไฮบริด ช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา โดยผู้ผลิตรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในอนาคตลดลงเมื่อเทียบกับการใช้งานรถเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน
นางน้ำผึ้ง ยังยืนยันว่า งบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อครั้งนี้ไม่ได้กระทบต่อโครงการพื้นฐานหรือบริการสาธารณะของประชาชน เนื่องจากเป็นงบประมาณเพิ่มเติมที่ได้รับจากรายได้และการจัดสรรภาษีเพิ่มจากภาครัฐ ภายหลังจากเมืองพัทยาได้จัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจจำเป็นต่าง ๆ เช่น การจัดการขยะ การบริการสาธารณสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบระบายน้ำเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้เมืองพัทยาให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณตามลำดับความจำเป็น โดยจะจัดสรรงบเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก ก่อนนำงบประมาณส่วนที่เหลือมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติของประเทศ