การประชุมฟอรัมครั้งที่ 4 ว่าด้วยประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ 4th Forum on the Developing Countries and International Law ณ กรุงปักกิ่ง โดยหัวข้อของการประชุมในปีนี้ คือ “หลักนิติธรรมระหว่างประเทศและการกำกับดูแลโลก: วิสัยทัศน์เพื่อธำรงสันติภาพและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง”
นางฮั่ว ชุนอิ๋ง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวในพธีเปิดการประชุม ถึงประเด็นที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
นางฮั่ว ชุนอิ๋ง ระบุว่า ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลัทธิฝ่ายเดียว (Unilateralism) และแนวคิดครอบงำหรือเจ้าอำนาจนิยม (Hegemonism) ได้ส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก บ่อนทำลายอำนาจและความน่าเชื่อถือขององค์การสหประชาชาติอย่างรุนแรง และสั่นคลอนรากฐานของหลักนิติธรรมระหว่างประเทศอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาสาธารณสุข ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กฎเกณฑ์และกลไกระหว่างประเทศที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ยังมีไม่เพียงพอ หรือยังไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
นางฮั่ว ชุนอิ๋ง ระบุเพิ่มเติมถึงหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 แนวคิดหลักของข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาโลก (Global Development Initiative: GDI) ถือเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างระบบการกำกับดูแลโลกที่มีความยุติธรรมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว และขอใช้โอกาสนี้แบ่งปันข้อสังเกตบางประการ
1. ยึดมั่นในความเสมอภาคแห่งอธิปไตย และปกป้องอำนาจของกฎบัตรสหประชาชาติ
ความเสมอภาคแห่งอธิปไตย (Sovereign Equality) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของการกำกับดูแลโลก
กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดหลักการดังกล่าวไว้เป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่าทุกรัฐ ไม่ว่าจะมีขนาด อำนาจ หรือความมั่งคั่งแตกต่างกันเพียงใด ล้วนเป็นสมาชิกที่เท่าเทียมกันของประชาคมระหว่างประเทศ
ปัจจุบันยังมีบางประเทศที่ละเมิดหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ ผ่านการใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว การใช้อำนาจทางกฎหมายข้ามพรมแดน (Long-arm Jurisdiction) และแม้กระทั่งการใช้กำลังต่อรัฐอธิปไตยอื่น
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ยืดเยื้อนานกว่า 100 วัน ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภูมิภาคและประชาคมโลก พร้อมทิ้งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่
ประการแรก กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศต้องได้รับการเคารพ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือในภูมิภาคใด ๆ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและกฎระเบียบระหว่างประเทศ
ประการที่สอง อธิปไตยของรัฐต้องได้รับการเคารพ ความสมบูรณ์แห่งดินแดนและการไม่แทรกแซงกิจการภายใน เป็นบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ โดยปราศจากมาตรฐานสองชั้น (Double Standards)
ทุกประเทศควรร่วมกันยึดมั่นในวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ เคารพอธิปไตยและศักดิ์ศรีของทุกประเทศ และรับรองสิทธิของแต่ละรัฐในการเลือกระบบสังคมและแนวทางการพัฒนาของตนเอง รวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมในระบบการกำกับดูแลโลกอย่างเท่าเทียม
2. ยึดมั่นในพหุภาคีนิยม และพัฒนากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ
พหุภาคีนิยม (Multilateralism) เป็นแนวทางพื้นฐานของการกำกับดูแลโลก ทุกฝ่ายควรร่วมกันกำหนดและบังคับใช้กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ รวมถึงร่วมกันสร้างเวทีและสถาบันพหุภาคี เพื่อจัดหาสินค้าสาธารณะระดับโลก (Global Public Goods) ให้กับประชาคมโลก
จีนคัดค้านลัทธิฝ่ายเดียวอย่างหนักแน่น และยึดมั่นในหลักการ “ปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง ร่วมสร้าง และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน”
จีนและประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมกันจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และผลักดันการก่อตั้ง International Organization for Mediation เพื่อเป็นเวทีใหม่ในการยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี
ปัจจุบันมี 44 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง และจีนยินดีต้อนรับประเทศอื่น ๆ ให้เข้าร่วมเพิ่มเติม
จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ลงนามและให้สัตยาบันความตกลง BBNJ Agreement และพร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับการกำกับดูแลมหาสมุทรโลก รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ขณะนี้ Shanghai กำลังเสนอตัวเป็นที่ตั้งของสำนักเลขาธิการ BBNJ และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ
3. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน
แนวคิดที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางสะท้อนถึงเป้าหมายสำคัญของการกำกับดูแลโลก ระบบการกำกับดูแลโลกควรมีความเป็นธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น เพื่อรับรองสิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิในการพัฒนาของทุกประเทศและทุกประชาชน รวมถึงสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม
แต่ยังมีบางประเทศที่นำความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยีมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือกล่าวหาว่ามีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity)
การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และบั่นทอนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศกำลังพัฒนา
จีนได้ดำเนินการตามข้อริเริ่มเพื่อการพัฒนาโลก (GDI) ที่เสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ( Xi Jinping ) และได้ประกาศมาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศแอฟริกาทั้งหมดที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน
ภายใต้กรอบ GDI จีนได้ระดมทรัพยากรมากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดำเนินโครงการความร่วมมือแล้วกว่า 1,800 โครงการ เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
4. มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง และเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของโลกใต้
ประเทศพัฒนาแล้วควรปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง รวมถึงคำมั่นด้านความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาและการสนับสนุนทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ และไม่ควรหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบระหว่างประเทศไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ประเทศในกลุ่มโลกใต้ (Global South) ควรเสริมสร้างความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) เพื่อเพิ่มพลังการต่อรองและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน
จีนได้ให้การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพ โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือใต้-ใต้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำนวน 54 ฉบับ กับ 43 ประเทศกำลังพัฒนา
ฮั่ว ชุนอิ๋ง ย้ำว่า จีนพร้อมที่จะขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติกับประเทศต่าง ๆ ในโลกใต้ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลก ปรับปรุงระบบการกำกับดูแลโลกเป็นภารกิจที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ตราบใดที่เรายังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความมุ่งมั่น ในที่สุดเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
การประชุมฟอรัมครั้งที่ 4 ว่าด้วยประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ 4th Forum on the Developing Countries and International Law จัดขึ้น ณ โรงแรมคราวน์ พลาซ่า ปักกิ่ง เฉาหยาง ยู-ทาวน์ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยมีคณะผู้แทนด้านกฎหมายระหว่างประเทศ นักการทูต นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนจากกว่า 70 ประเทศเข้าร่วม ร่วมกันผลักดันกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาตามหลักนิติธรรม ระหว่างวันที่ 24–25 มิถุนายน 2026
ภาพ-ข่าว : มณีนาถ อ่อนพรรณา