เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) พร้อมด้วยสมาคมสมาพันธ์ หน่วยงานองค์กรอิสระ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย เครือข่ายผู้บริโภค นักวิชาการ และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกันสะท้อนปัญหา และผลกระทบที่เกิดจากความล่าช้าในการพิจารณาโรดแมปทีวีดิจิทัล หลังพบความไม่ชัดเจนต่อ "แผนแม่บท กสทช." ที่หมดอายุลงไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 และการกำกับดูแล OTT ของ กสทช.ซึ่งไม่มีความคืบหน้ามาเป็นปี
โดยผลกระทบที่เกิดจากความไม่ชัดเจนและไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ มีหลายด้าน ทั้งต่ออุตสาหกรรมสื่อ, คนทำสื่ออีกนับหมื่นชีวิตที่จะต้องเสี่ยงตกงาน รวมทั้งทำให้สูญเสียอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ, เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม, การขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ ที่สำคัญทำให้เกิดการทำผิดกฎหมายบนออนไลน์ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนผลกระทบต่ออธิปไตยทางการสื่อสาร และความมั่นคงของประเทศ
นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ต่อสู้เรื่องนี้มานาน วันนี้พันธมิตรจากกลุ่มวิชาชีพ สภาคุ้มครองผู้บริโภค มารวมตัวกันสะท้อนความรู้สึกและความเดือดร้อนจากการไม่ตัดสินใจของ กสทช.และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะต้องไปร้องเรียนและขอคำตอบจากนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ไม่อยากดำเนินคดีทางกฎหมายกับ กสทช. เพราะต้องทำงานร่วมกันไปอีก จึงอยากจะรักษาบรรยากาศ แต่ถ้ารักษาบรรยากาศแล้ว ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ก็ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
ด้านนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) ย้ำว่าโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Free to Air) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และหากล่มสลาย ประชาชนที่มีข้อจำกัดทางทุนทรัพย์ (Digital Divide) จะถูกตัดขาดจากข้อมูลข่าวสาร ทั้งยังเป็นการสูญเสีย "อธิปไตยทางการสื่อสาร" (Communication Sovereignty) ให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติหรือกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตชาติ
ด้านนายสุปัน รักเชื้อ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เรียกร้องให้ กสทช. เร่งออก Roadmap สำหรับ OTT ให้สอดคล้องกับทีวีดิจิทัล เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เนื่องจากทีวีดิจิทัลถูกคุมเข้มเนื้อหาอย่างเคร่งครัด ขณะที่สื่อออนไลน์กลับมีอิสระโดยไร้การควบคุม Roadmap ดังกล่าวยังจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคจากข่าวปลอม (Fake News) และอาชญากรรมไซเบอร์
นอกจากนี้ นายเดียว วรตั้งตระกูล เลขาธิการสมาคมฯ เปิดเผยถึงความน่าเสียดายที่โครงการ National TV Streaming หรือแอปรวมทีวีแห่งชาติที่เคยเสนอเมื่อ 3 ปีก่อน ถูกพับเก็บไปเนื่องจากขาดการสนับสนุนงบประมาณ โครงการนี้ใช้เงินตั้งต้นเพียง 300 ล้านบาท และมีศักยภาพที่จะเป็นช่องทางหลักให้ประชาชนเข้าถึงทีวีทุกช่องได้ง่ายขึ้น คล้ายกับแอป VTV Go ของเวียดนามที่มีผู้ดาวน์โหลดกว่า 50 ล้านครั้ง
ในขณะเดียวกันด้านนายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน และ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการสมาคมฯ เตือนว่า หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอาจกำลัง "หลงยุค" และตกหลุมพรางแพลตฟอร์มข้ามชาติ ถึงขั้นมีแนวคิดเชิดชูโซเชียลมีเดียคลิปสั้นให้เป็นสื่อการเรียนการสอน พร้อมเตือนว่ากลุ่มทุนเหล่านี้เสนอลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่าแสนล้านบาท เพื่อล็อบบี้ระดับนโยบาย ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยการสูบใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาลของประเทศ ในขณะที่กฎหมายไทยยังถูกเทคโนโลยีทิ้งห่าง
นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย อุปนายกสมาคมฯ ชี้ว่าหากอุตสาหกรรมฟรีทีวีซึ่งเป็นแกนหลักในการส่งออกวัฒนธรรมและละครไทยพังลง ย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อ Soft Power และการดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวเข้าประเทศ