การจัดมหกรรมการค้าระดับจังหวัดอย่าง “หอการค้าแฟร์น่าน 69” อาจถูกมองว่าเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างสีสัน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้ค้าขาย แต่สำหรับชุมชนบริเวณเชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ จังหวัดน่าน คำถามสำคัญกลับไม่ใช่เพียง “งานนี้ดีหรือไม่” หากแต่คือ “ใครได้ประโยชน์ และชุมชนได้อะไรกลับคืน”
หลังจากการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่ลานสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอปัว เมื่อวันที่ 13–22 ธันวาคม 2568 ผ่านไปเพียง 163 วัน หอการค้าจังหวัดน่านได้กลับมาจัดงานอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 4–13 มิถุนายน 2569 ณ พื้นที่เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ โดยมีการแบ่งล็อกจำหน่ายสินค้ากว่า 205 แผง พร้อมกิจกรรมคอนเสิร์ตและเวทีบันเทิงตลอด 10 วันเต็ม ดำเนินการบริหารพื้นที่โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดจากต่างจังหวัด
แม้งานจะถูกประชาสัมพันธ์ว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ชุมชนรอบพื้นที่ได้รับกลับเป็นผลกระทบที่ชัดเจนในหลายด้านจราจรติดขัด กระทบชีวิตประจำวัน
พื้นที่เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือถือเป็นจุดสัญจรสำคัญของคนเมืองน่าน โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่มีนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนใช้เส้นทางจำนวนมาก การตั้งแผงค้าและรถของผู้ประกอบการที่จอดทับซ้อนบริเวณดังกล่าว ทำให้การจราจรที่เคยคล่องตัวกลายเป็นพื้นที่แออัด เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางผ่านทุกวัน

เสียงดังยามค่ำคืน ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยไร้ทางเลือก
กิจกรรมดนตรีสดและคอนเสิร์ตที่จัดต่อเนื่องหลายคืน สร้างผลกระทบด้านเสียงต่อชุมชนโดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวบ้านจำนวนมากสะท้อนว่า ระดับเสียงเกินกว่าพื้นที่อยู่อาศัยจะรองรับได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนที่ต้องการพักผ่อนหลังเลิกงาน ต่างต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนของ “ความคึกคัก” ที่ไม่ได้เลือกเอง
พื้นที่สาธารณะถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์
สนามแข่งเรือริมแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านใช้พักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ตลอดช่วงการจัดงาน ชุมชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า พื้นที่สาธารณะซึ่งควรเป็นของทุกคน กำลังถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
รายได้หมุนเวียน หรือเงินไหลออกนอกพื้นที่
หากคำนวณจากค่าเช่าล็อกกว่า 205 แผง ในอัตราเฉลี่ยแผงละ 15,000 บาท จะมีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่เพียงอย่างเดียวกว่า 3 ล้านบาท ยังไม่รวมรายได้จากสปอนเซอร์ ค่าไฟ และกิจกรรมอื่น ๆ
ชาวบ้านบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า รายได้จำนวนมากอาจไหลไปยังผู้จัดงานและผู้รับเหมาจากต่างจังหวัด ขณะที่ชุมชนโดยรอบกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากผลกระทบด้านการใช้ชีวิตที่ต้องแบกรับตลอดระยะเวลาการจัดงาน
เสียงสะท้อนถึง “ความรับผิดชอบ” ขององค์กรตัวแทนภาคธุรกิจ
หอการค้าจังหวัดน่านในฐานะองค์กรที่ได้รับการยอมรับให้เป็นตัวแทนภาคธุรกิจของจังหวัด ถูกคาดหวังให้มีบทบาทมากกว่าการจัดพื้นที่ขายสินค้า แต่ต้องเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสังคมและชุมชน
ข้อเรียกร้องจากประชาชนจึงไม่ได้มุ่ง “ต่อต้านการค้า” แต่ต้องการเห็นการจัดงานที่มีมาตรการรองรับผลกระทบอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจร การควบคุมเวลาและระดับเสียง การแจ้งชุมชนล่วงหน้า รวมถึงการเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้จริง
“จัดได้ แต่ต้องจัดให้ดีกว่านี้”
หลายเสียงยอมรับว่า งานมหกรรมการค้ามีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ และการส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น แต่สิ่งที่ชุมชนต้องการคือรูปแบบการจัดงานที่สมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ” และ “คุณภาพชีวิต”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงงานสร้างรายได้เท่าไร แต่คือการเติบโตนั้นเกิดขึ้นบนต้นทุนของใคร และผู้ที่อยู่รอบพื้นที่จัดงานได้รับการรับฟังมากน้อยเพียงใด
บทความนี้เป็นเพียงการสะท้อนมุมมองจากผู้ได้รับผลกระทบ และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาทางออกที่ทำให้ “ธุรกิจ” และ “ชุมชน” เติบโตไปด้วยกันอย่างแท้จริง
ถึงเวลาที่หอการค้าน่านต้องแสดงให้เห็นว่าคำว่า "การค้า" ในชื่อองค์กร หมายความว่าอะไรมากกว่าแค่การเก็บเงิน
บทความนี้เป็นเพียงบทความสะท้อนความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเปิดรับการพูดคุยจากทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์
ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จังหวัดน่าน