วันนี้ 27 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระ (เขาเสือ) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานโครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งที่ 6 และเป็นประธานกดปุ่มเปิดประตูคอก Soft Release ปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 3 ตัว เป็นเพศผู้ 2 ตัวเพศเมีย 1 ตัว ทั้ง 3 ตัวมีอายุประมาณ 3-5 ปี โดยมีนายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กล่าวรายงาน
มีนายเสรี นาคบุญ หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ/หัวหน้าโครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ประธานชมรมข้าราชการบำนาญและผู้อาวุโสจังหวัดกาญจนบุรี นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรีนายฉกาจ อาสาสนา นายอำเภอศรีสวัสดิ์ นายชวโรจน์ มากแก้ว นายอำเภอบ่อพลอย นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ นายวสันต์ สุนจิรัตน์ ประธานเครือข่าย ทสม. ตำบลช่องสะเดา อดีตกำนันตำบลช่องสะเดา และนายประจวบ วัยยิ่งยุทธ์ กำนันตำบลช่องสะเดา รวมทั้งข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง)กรมอุทยานฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดงเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กล่าวรายงานว่า วัวแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2562 มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ประเทศพม่า ไปจนถึงเกาะบอร์เนียวในประเทศอินโดนีเซีย
ประเทศไทยในอดีตเคยมีวัวแดงกระจายอยู่ทั่วทุกภาค แต่จากการถูกไล่ล่าอย่างต่อเนื่อง และป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย ทำให้วัวแดงลดลงจนตกอยู่ในสถานภาพที่หายากและใกล้สูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบัน IUCN หรือสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ กำหนดให้วัวแดงอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ และอยู่ในบัญชีแดง (IUCN Red List)
ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรีแห่งนี้ เดิมมีวัวแดงอาศัยอยู่อย่างชุกชุม ปัจจุบันไม่มีรายงานพบวัวแดงในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ มากว่า 30 ปี จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการฟื้นฟูประชากรวัวแดงให้กลับคืนมา
โดยเมื่อ ปี 2517 ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับมอบวัวแดงจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นลูกวัวแดงเพศเมีย ที่แม่ถูกยิงตายในป่าสลักพระ ต่อมา ได้รับลูกวัวแดงเพศผู้จากจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอุทัยธานีเพิ่มมาอีก 2 ตัว และได้ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในป่าสลักพระแห่งนี้ไปแล้วจำนวน 5 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 จำนวน 4 ตัว ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 จำนวน 3 ตัว ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 จำนวน 3 ตัว และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2562 จำนวน 3 ตัว ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2565 จำนวน 3 ตัว รวมปล่อยไปแล้วทั้งหมด จำนวน 16 ตัว
จากการติดตามศึกษาวัวแดงทั้ง 16 ตัว หลังการปล่อยพบว่า วัวแดงทั้ง 16 ตัว สามารถปรับตัวใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี โดยมีมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดงได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ บอกต่อ และปกป้องวัวแดงได้อย่างดีเยี่ยม
ปีนี้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้จัดทำโครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติเป็นครั้งที่ 6 จำนวน 3 ตัว อายุระหว่าง 3-5 ปี เป็นเพศผู้ จำนวน 2 ตัว และเพศเมีย จำนวน 1 ตัว ซึ่งถือเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 มาจนถึงปัจจุบัน
ด้านนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ในนามของจังหวัดกาญจนบุรี ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้ให้การสนับสนุนที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดโครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 เพื่อฟื้นฟูประชากรวัวแดงสัตว์ป่าที่เคยสูญพันธุ์ไปจากป่าสลักพระเป็นเวลากว่า 30 ปี ให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และถือเป็นประวัติศาสตร์โลก
สำหรับวัวแดงถือเป็นทรัพยากรสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยควบคุมปริมาณวัชพืชในป่า กระจายเมล็ดพันธุ์พืช และยังเป็นอาหารของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นหมายความว่าวัวแดงช่วยเติมเต็มและทำให้ระบบนิเวศมีความสมดุลนั่นเอง
จากที่ได้รับทราบความก้าวหน้าของโครงการนี้ผ่านคำกล่าวรายงานเมื่อสักครู่ และจากการติดตามรายงานที่หน่วยงานภาคสนามรายงานให้ทราบมาเป็นลำดับตั้งแต่เริ่มมีโครงการนี้ ทราบว่า ขณะนี้วัวแดงได้กลับมาโลดแล่นในป่าสลักพระได้อีกครั้งหลังจากสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่เป็นเวลากว่า 30 ปี และระบบนิเวศในป่าแห่งนี้กำลังฟื้นตัวสู่ความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีตด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นเป็นรูปธรรมได้จากภาพถ่ายจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัตโนมัติ (Camera Trap) ที่สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าได้จำนวนมาก และมีชนิดที่หลากหลาย รวมไปถึงสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ด้วย
สุดท้ายนี้ขอให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ที่ทุกท่านเสียสละความสุขสบาย มาช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นเสมือนการปิดทองหลังพระ และในไม่ช้าทองนั้นจะล้นออกมาด้านหน้าให้ผู้อื่นได้เห็น ถึงแม้จะต้องใช้เวลายาวนาน ขอให้ทุกคนมีกำลังใจอย่าได้ท้อถอย
///////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์