นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า เตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ได้แก่1.มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช การแก้ไขปัญหาน้ำมันเฉพาะรถขนส่งสินค้าเกษตร และใช้กลไก “ทูตเกษตร” หาตลาดกระจายสินค้าทดแทน เป็นต้น
“ในช่วงสงกรานต์นี้จะเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ลดปัญหาการขาดแคลน ควบคู่กับการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยการเจรจากับประเทศรัสเซีย ไทยต้องการปุ๋ยอีก 1 ล้านตัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง และแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ในขณะนี้ คาดว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่”
ส่วนปัญหาทางด้านราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ หลังจากตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน และในขณะนี้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามีเครือข่ายไหนที่กักตุน ซึ่งจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเอาผิด และดำเนินคดีเชื่อว่า ทั้ง 2 แนวทางทั้งเจรจานำเข้าและปราบปรามผู้กักตุนจะช่วยทำให้ เสนอสถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยและราคาเข้าสู่สภาวะปกติ
ส่วนเรื่องปัญหาราคาน้ำมันภาคการเกษตรเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ในส่วนปัญหา เรื่องนี้มันภาคการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปข้อมูลปัญหาทั้งหมดเพื่อ ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาโดยรวมให้กับเกษตรกรต่อไป นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้เกษตรกรที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้ ซึ่งเป็นนโยบายเหรียญทองที่จะมีการพักหนี้ให้กับเกษตรกรนาน 3 ปีนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กำหนดแนวทางร่วมกันต่อไป
2. บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศอาทิ การเร่งแก้ไขจุดคอขวดในการกระจายผลไม้ พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) การยกระดับสหกรณ์การเกษตร และส่งเสริมให้ส่วนราชการและโรงเรียน จัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรโดยตรงจากเกษตรกรและสหกรณ์
3. บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชนโดยการพัฒนาระบบการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อการติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และเร่งรัดการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต
4. บริหารจัดการดินและที่ดิน อาทิ ดำเนินการเรื่องการมอบสิทธิทำกินในที่ดินเกษตรกรรมให้เกษตรกร และเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เป็นต้น5. สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ Agri-Tech ที่ใช้งานได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และ6) แก้ปัญหาPM 2.5โดยการส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเกษตรเหลือใช้เป็นพลังงาน ส่งเสริมการใช้ Carbon Credit และพัฒนาศักยภาพของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นต้น “จะมีการจัดตั้ง War Room ใน 6 เรื่องเร่งด่วนดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรม”
นายสุริยะ กล่าวว่า พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสืบสานโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้เกษตรกร
โดยมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย”โดยมีนโยบายหลักที่จะเร่งผลักดัน 5 ด้าน คือ 1. ยกระดับการผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั่งเดิม มาเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น โดยผลักดันการใช้ Big Data ร่วมกับเทคโลยีดิิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย และเพิ่มคุณภาพมาตรฐานให้สูงขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agriculture Service Provider ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตรและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทั่วถึง ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
2. เพิ่มรายได้เกษตรกร จากการทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการลงทุนและสินทรัพย์สูงขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพผ่านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และสร้างโอกาสการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงให้กับสินค้าเกษตร
ไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรปรับตัวเข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่ ๆ ทั้งเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร อาหารและโภชนาการ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างตลาดและขยายโอกาสในการแข่งขัน
3. พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ต้องสร้างทักษะสมัยใหม่ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตร Reskill และ Upsill ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทุกระดับ ตั้งแต่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์พืช ปศุสัตว์ ประมง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การจัดการบัญชีและรายได้ใต้ในครัวเรือน พร้อมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งการซื้อปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต ไปจนถึงการยกระดับเกษตรกรที่มีศักยภาพให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสามารถบริหารและกำกับดูแลหน่วยผลิตที่ดี
4. ตลาดนำการผลิต ต้องปรับโครงสร้างผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ผลผลิตขายได้จริง ได้ราคาที่สะท้อนคุณภาพ และลดความเสี่ยงด้านอัตรากำไรสุทธิที่ลดน้อยลง โดยมีข้อมูลตลอดห่วงโช่อุปทาน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การคัดแยก การแปรรูป และข้อกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และสินค้า ไปจนถึงระบบขบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงหลักฐานอ้างอิงด้านโภชนาการและสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากหน้าฟาร์มไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยจะสนับสนุนให้เกิด “ห่วงโซ่อุปทานมูลค่าเพิ่ม” ในพื้นที่เช่น จุดรวบรวมสินค้ามาตรฐาน ระบบคัดเกรด ห้องเย็น การแปรรูป และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การกระจายผลผลิตจากหน้าฟาร์มถึงผู้ซื้อโดยเร็ว และตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยสถานการณ์บิดเบือนกลไกตลาด เพื่อบริหารจัดการสินค้า
เกษตรได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเร่งปราบปรามการสวมสิทธิ์และการบิดเบือนมาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อความเป็นธรรมในตลาดในระยะยาวและ 5. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดยจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน ไร่นา ไปจนถึงระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรอย่างทั่วถึง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งในระบบชลประทานและครัวเรือนเกษตรกร การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต
เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและปรับแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที สามารถลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจ ว่าพี่น้องเกษตรกรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ