ปิดทองหลังพระฯ รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤต พร้อมผนึกกำลังองค์กรภาคีทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อน 10 หมู่บ้าน ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู 2 ชุมชนปลายด้ามขวาน บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เป็นตัวอย่างการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรมเสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้
นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ บ้านโคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และบ้านจำปูน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2569 ว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม การน้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต เป็นทางรอดให้เกษตรกร ครัวเรือนยากจน และชุมชนได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชีย
การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริและสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริดำเนินงานด้านส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” โดยพัฒนาครอบคลุมด้านน้ำ ดิน อาชีพ รายได้ ความเข้มแข็งชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ 22 จังหวัด
ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่9
แนวทางการคัดเลือกพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน
วิถีชุมชน ภายใต้ภูมิสังคมที่หล่อหลอมตามแนวพระราชดำริ จึงควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ และนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย (1) บ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน (2) บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ (3) บ้านโคกล่าม และ (4) บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี (5) บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ (6) บ้านโป่งลึก ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (7) บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (8) บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา (9) บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และ (10) บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ
“สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอ รามัน จังหวัดยะลา และบ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ตัวอย่างของภาคใต้ ความสำคัญของทั้งสองพื้นที่ เนื่องจากเป็นชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเสริมสร้างรายได้ สามารถพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร สร้างอาชีพที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทำให้มีทั้งแหล่งน้ำ ที่ดินทำกินปลอดภัย สามารถบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากการนำไปจำหน่าย เป็นต้นแบบเพื่อให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม”
“บ้านโคกยามู” แก้ปัญหาดิน เพิ่มที่ทำกิน ทำเกษตรปลอดภัย
ก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง มาต่อเนื่องหลายปี สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ปนเปื้อนสารเคมี ไม่สามารถทำการเกษตรที่เหมาะสม พึ่งพารายได้ทางเดียวจากการปลูกปาล์มน้ำมัน แม้มีการขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ก็ขาดตลาดรองรับ ขาดที่ดินทำกิน แรงงานในชุมชนก็ต้องจากบ้านออกไปรับจ้างนอกพื้นที่
แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สำหรับพื้นที่ ทรงพระราชทานเรื่องการปรับปรุงดินโดยเฉพาะดินเปรี้ยวไว้ รวมถึงการลดปัญหาสารเคมีปนเปื้อน
ด้วยหลักการทรงงาน สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริแก้ปัญหาวิกฤติของชุมชนอย่างเป็นระบบ ด้วยความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เริ่มจากแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา
การพัฒนานี้ต้องเป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” เกิดจากความต้องการของคนในชุมชนเป็นตัวกำหนด หน่วยงานที่ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมกระตุ้น และส่งเสริมการทำงานในทุกมิติ ผลที่ได้นอกจากสร้างอาชีพของครัวเรือนแล้ว ยังเกิดความรักสามัคคีในชุมชน
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัย อาทิ แตงโม เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว
มิติอาชีพการเกษตร คุณภาพดินเพื่อการเกษตรดีขึ้นจากค่าดิน pH 3 ที่มีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกแตงโมตามแนวเกษตรปลอดภัยสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2563 เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2568 ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงปี 2560-2567
งานหัตถกรรมด้านการสานกระจูดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างปี 2562-2566 สามารถทำรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้าน โดยเป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชราที่เดิมไม่ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพประจำ มีการจัดตั้ง กลุ่มกับกองทุนเพื่ออาชีพ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย) และโรงเรียนเกษตรกร
มิติสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น จาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 คนในชุมชนมีอัตราการป่วยลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64 จากการลดสารเคมีที่ใช้ทำการเกษตร มีการออกไปทำงานนอกชุมชนลดลง
การพัฒนาบ้านโคกยามู ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตการว่างงาน การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สร้างโอกาสให้แรงงานกลับคืนถิ่นได้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ สนับสนุนความรู้ในใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้
“บ้านจำปูน” เพิ่มผลผลิต สร้างคนรุ่นใหม่ ลดความยากจน สู่ความยั่งยืน
ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ทำให้บ้านจำปูนเกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชนอย่างแรง รายได้หลักที่เกิดจากพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราที่ราคาในท้องตลาด ไม่แน่นอน ขณะที่ผลผลิตข้าวพันธ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีเพียง 220 กิโลกรัมต่อไร่ อาศัยน้ำจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว น้ำเพื่อการบริโภคก็ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ตามมาด้วยแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย
ความขัดแย้งในชุมชนรุนแรงที่เกิดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวปล่อยให้วัวออกหากินตามธรรมชาติ เข้าไปทำลายผลิตของเพื่อนบ้าน การเลี้ยงวัวที่ขาดความรู้ ทำให้เกิดวัวบาดเจ็บล้มตายจากคนที่ไม่พอใจคนเลี้ยงที่ไม่ควบคุมวัวกับโรคในวัวจำนวนมาก สุขภาพคนในชุมชนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.66 เจ็บป่วยด้วยโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน และภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัย 0-5 ปี และปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกสุขอนามัยของชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกวิธี
การน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาด้วยหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เริ่มด้วยการสร้างคน และ ปลุกคน คัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบ ดอยตุง และภูพาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
พัฒนาพื้นที่จากปัญหาสำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ที่ทำแบบ Quick Win ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำ เข้าพื้นที่เกษตรแปลงรวม 22.5 ไร่ เสร็จภายใน 15 วัน วางโครงสร้างหลักของน้ำ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาที่ดินขุดสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ฯลฯ
ปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวที่ไม่เป็นระบบ มีการใช้มาตรการทางสังคม และการประชาคมเพื่อออกกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าโคขุน พร้อมกับการพัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่เพื่อรองรับการเลี้ยง
ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาการปลูกข้าวพันธ์พื้นเมือง เปลี่ยนพืชในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมีปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวเฉลี่ย 75,544 บาทต่อไร่ ต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่บ้านจำปูนเพื่อเป็นแหล่งจ้างงาน แหล่งเรียนรู้ ด้านการเกษตรผสมผสาน เป็นการนำบทเรียนจากฟาร์มตัวอย่างมาใช้ในระดับครัวเรือนและชุมชน
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถแก้วิกฤตการขาดแคลนน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำการเกษตร เพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง จาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่ ยกระดับคุณภาพการเลี้ยงวัวเป็นแบบขังคอกหรือโคขุน ช่วยสร้างมูลค่าการจำหน่ายสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568
นอกจากความมั่นคงจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน เกิดความสามัคคี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ สุขภาพของคนในชุมชนก็ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 ปัญหายาเสพติดลดลง ผู้เสพลดจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีคนค้ายาอีกเลย
บ้านจำปูนยังคงกระดับผลผลิตการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยคั้นน้าให้ได้ 10 ตันต่อไร่ เพื่อพัฒนาไปสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ การผลิตถ่านไบโอชา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง ส่งเสริมให้ปลูกข้าวด้วยเทคนิคใหม่แบบ “เปียกสลับแห้ง” พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การทำน้ำหยด การตรวจวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำ
เพื่อเป็น“แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนและผู้สูงอายุช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลของการแก้ปัญหาของพื้นที่ให้ได้เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 คน สร้างระบบธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการของกลุ่มอาชีพในชุมชน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร ทั้งการจัดการ ดิน น้ำ ป่า เพื่อขยายสู่พื้นที่อื่นต่อไป
ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า สถาบันพร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมีพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
“หมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกันท่ามกลางภาวะวิกฤต”นายกฤษฎากล่าว