DPU ยกระดับศักยภาพการเรียนรู้ สร้างทักษะ Halal Logistics เชื่อมองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง ปั้นกำลังคนคุณภาพรองรับเศรษฐกิจฮาลาลโลก และตลาดมุสลิมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) ร่วมกับ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) และสถาบันองค์ความรู้เวลเนส (WKI) จัดโครงการอบรมและเสวนา ฮาลาลโลจิสติกส์ “Halal Logistics” เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการขนส่งฮาลาลแบบครบวงจร ให้กับผู้ประกอบการและนักศึกษา โดยมุ่งพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจฮาลาลโลก โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีศักยภาพสูง โดยมี ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ
ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานฮาลาล เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ตั้งแต่โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมฮาลาล การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไปจนถึงแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ สะท้อนบทบาทของ DPU ในการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม และมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ก้าวทันความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ในระดับนานาชาติ
DPU เดินหน้าสู่ “Future Business & Wellness Hub” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาลยุคใหม่
ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า “Halal Economy” กำลังขยายตัวสู่ระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการกระจายสินค้า โดยทุกขั้นตอนต้องอาศัยมาตรฐานที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ในระดับสากล โดยเฉพาะในตลาดตะวันออกกลางที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานฮาลาลอย่างเข้มงวด

“ปัจจุบัน “ฮาลาล” เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ขณะที่ฮาลาลโลจิสติกส์ เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากขั้นตอนใดในระบบซัพพลายเชนขาดการรับรองหรือไม่ผ่านการตรวจสอบ จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าในภาพรวม แม้กระบวนการผลิตจะผ่านการควบคุมคุณภาพแล้วก็ตาม” ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง กล่าว
แนวโน้มของธุรกิจฮาลาลยังคงเติบโตจากฐานผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งสินค้าและบริการ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการให้บริการในสถานที่ระดับพรีเมียม เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และระบบบริการหลักที่ต้องผ่านการรับรองทุกขั้นตอน ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอาหารที่เข้มแข็ง จึงควรเร่งยกระดับระบบโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้านโลจิสติกส์ มาตรฐานฮาลาล และความเข้าใจตลาดโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้านฮาลาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติการศึกษาและการประยุกต์ใช้จริง โดยมีแผนจัดทำหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และออกแบบเนื้อหาในลักษณะโมดูลเฉพาะทางตามอุตสาหกรรม เช่น อาหาร สุขภาพ เครื่องสำอาง และบริการ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น “Future Business & Wellness Hub”
ยกระดับการเรียนรู้ สร้างทักษะเฉพาะทาง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต
ด้าน อาจารย์ธนกฤต แก้วนุ้ย รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ CITE DPU กล่าวว่า แนวคิด “ฮาลาลโลจิสติกส์” กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากหลายภาคส่วน ทั้งคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดไปยังประเทศมุสลิมทั่วโลก ซึ่งมีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน และมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ ที่กำหนดให้ทั้งสินค้าและกระบวนการขนส่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานฮาลาลอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้การจัดกิจกรรมจึงมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้เข้าใจว่าฮาลาลเป็นระบบที่เชื่อมโยงตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวสินค้า

ในด้านการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยได้บูรณาการองค์ความรู้ด้านฮาลาลโลจิสติกส์เข้าสู่หลักสูตร โดยเฉพาะรายวิชา “การบริหารจัดการโลจิสติกส์ขั้นสูง” สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมโลจิสติกส์ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้มีทักษะเฉพาะทางที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม นักศึกษาจะได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดและกระบวนการที่เชื่อมโยงโลจิสติกส์กับมาตรฐานฮาลาล พร้อมฝึกนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในองค์กรที่มุ่งสู่ตลาดส่งออกในประเทศมุสลิม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสและความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
อาจารย์ธนกฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านฮาลาลโลจิสติกส์ โดยมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและยกระดับศักยภาพของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกประสบการณ์ทำงานจริงและพัฒนาทักษะเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแผนต่อยอดสู่การเป็น Hub ด้านฮาลาลโลจิสติกส์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านวิชาการ การอบรม ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ และนักศึกษา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมฮาลาลระดับสากลในอนาคต
“โลจิสติกส์” ตัวแปรสำคัญ กำหนดมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
อาจารย์ไพศาล พรหมยงค์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “ฮาลาลโลจิสติกส์” ว่า แนวคิด “ฮาลาล” ในปัจจุบันได้ขยายความหมายไปไกลกว่าความเข้าใจเดิมที่เชื่อมโยงกับอาหาร โดยเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่มีรากฐานยาวนานกว่า 1,400 ปี และครอบคลุมมนุษย์ทุกกลุ่ม ขณะเดียวกัน ฮาลาลได้พัฒนาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม ทั้งสินค้า บริการ การเงิน และโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางฮาลาลในระดับสากล จากจำนวนสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในระดับสูง

อาจารย์ไพศาล อธิบายว่า “โลจิสติกส์” เป็นหัวใจสำคัญของระบบฮาลาล เนื่องจากเป็นกลไกที่เชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยครอบคลุมตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่งและการส่งมอบสินค้า แนวคิดห่วงโซ่อุปทานจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะทุกขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากเกิดการปะปนแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้สินค้าทั้งหมดไม่สามารถจำหน่ายในตลาดฮาลาลได้ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการควบคุมระบบในทุกขั้นตอน
“มาตรฐานฮาลาลมีความครอบคลุมมากกว่ามาตรฐานทั่วไป เช่น GMP, HACCP หรือ ISO ที่มักเน้นเฉพาะกระบวนการผลิต โดยฮาลาลให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ เช่น ฟาร์ม แหล่งเพาะปลูก หรือแหล่งผลิต และติดตามต่อเนื่องไปจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักที่กำหนด ดังนั้นการพัฒนา “ฮาลาลโลจิสติกส์” จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสากล และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางฮาลาลระดับโลกในอนาคต” ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าว
ยกระดับการผลิต สร้างมาตรฐานใหม่ให้ธุรกิจไทย
นางสาวประภัสสร อรุณพงศ์ กรรมการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท พี เค คอสเมติก แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
กล่าวถึงประสบการณ์การดำเนินธุรกิจว่า การดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรฐานฮาลาลจำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัดตลอดทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะในช่วงการผลิตที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและรับรองจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์จริงพบว่า การขอรับรองไม่ได้มีความซับซ้อน หากผู้ประกอบการมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตในภาพรวม
“นอกจากนี้ ฮาลาลยังเปิดโอกาสทางการตลาดในกลุ่มประเทศมุสลิมที่มีกำลังซื้อสูง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายด้านการส่งออก โดยเฉพาะข้อจำกัดของบางประเทศที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านโลจิสติกส์และการนำเข้า” กรรมการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท พี เค คอสเมติก แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าว
.jpg)
ทั้งนี้ นางสาวประภัสสร ย้ำว่า แม้มาตรฐานฮาลาลจะเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนที่สร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว และหากพัฒนาระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางฮาลาลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ฮาลาล” โอกาสทองท่ามกลางวิกฤตโลก ตลาดใหญ่ 2 พันล้านคน
สำหรับเวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสและทิศทางอุตสาหกรรมฮาลาลในมิติต่างๆ ได้รับเกียรติจาก นายฐานิศร์ ณ สงขลา อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบาห์เรน, นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ อาจารย์อำนาจ มะหะหมัด หัวหน้าหลักสูตรอิสลามศึกษา สถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา สถาบันองค์ความรู้เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์
ภาพรวมการเสวนาชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมฮาลาลคือ “โอกาสทอง” ของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีฐานผู้บริโภคมุสลิมสูงถึง 2,000 ล้านคน ไม่ได้จำกัดเพียงตะวันออกกลาง แต่ครอบคลุมถึงเอเชียกลางและอาเซียนตอนใต้ โดยที่ประชุมเน้นย้ำว่าฮาลาลไม่ใช่เพียงเรื่องศาสนา แต่เป็นมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใสสากลที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มความมั่นคงทางอาหาร ธุรกิจดูแลสุขภาพ และการเงินอิสลาม แม้สถานการณ์ความไม่สงบจะส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งด้านความเชื่อมั่นในสินค้าและความพร้อมของสถาบันการเงินที่สนับสนุนทุนตามหลักศาสนา เพื่อสร้างระบบนิเวศฮาลาลที่สมบูรณ์และยั่งยืน
อาจารย์อำนาจ ยังระบุถึงแนวทางการยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยว่า ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับหลักการ “Halalan Toyyiban” หรือการจัดการที่อนุมัติตามหลักศาสนาและต้องดีเยี่ยมต่อสุขภาพควบคู่กัน ผ่านเทคนิค 3 มิติ ได้แก่ การแยกส่วนสินค้าฮาลาลอย่างเด็ดขาด กระบวนการล้างทำความสะอาดที่ถูกต้อง และการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อรักษา “ซิกเกาะห์” หรือความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในฐานะประเทศ Non-Muslim ที่โดดเด่นด้วยมาตรฐานระดับโลกเหนือคู่แข่ง
“ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ผลิตไปสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมฮาลาลที่บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับหลักศาสนาได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างแต้มต่อที่ยั่งยืนในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูง หากผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความโปร่งใสและรักษามาตรฐานสูงสุดไว้ได้ สินค้าและบริการของไทยจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคมุสลิมทั่วโลกวางใจอย่างถาวร” หัวหน้าหลักสูตรอิสลามศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ และผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา DPU กล่าว

สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ยังเตรียมแผนขับเคลื่อนผ่านสถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา (WKI) ในการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อยกระดับให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมฮาลาลที่เข้มแข็งในอนาคต พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก