ที่ ห้องประชุมตากสิน ศาลาว่าการเมืองพัทยา นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมสภาเมืองพัทยา สมัยสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา คณะผู้บริหารเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งมีนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ทำหน้าที่เลขานุการสภา
ในกาาประชุม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้เสนอญัตติ ขออนุมัติใช้เงินสะสมเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงโครงหลังคาอาคารอัฒจันทร์ ประธาน สนามกีฬาภาคตะวันออก เมืองพัทยา ว่า ตามที่เมืองพัทยาได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลสนาม กีฬาภาคตะวันออก เมืองพัทยา ระยะที่ 3 จังหวัดชลบุรี งบประมาณประจำปี พ.ศ.2561 ต่อมาปี พ.ศ.2564 เมืองพัทยาได้ยกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากระยะเวลาการก่อสร้างได้สิ้นสุด แต่การก่อสร้างยังดำเนินการ ไม่แล้วเสร็จ จึงทำให้เกิดปัญหาโครงเหล็ก Truss ที่ส่งผลต่อความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโครงสร้าง ได้แก่ รอยต่อระหว่างโครงถัก และเสาคอนกรีต ทำให้ระดับในการมุงหลังคาตามคุณสมบัติหรือข้อจำกัด ของการติดตั้ง หลังคาไม่สามารถดำเนินการได้

สำนักช่าง จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงโครงหลังคาอาคารอัฒจันทร์ ประธาน สนามกีฬาภาคตะวันออก ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยใช้เงินสะสม เป็นเงิน 20,642,000 บาท (ยี่สิบล้านหกแสนสี่หมื่นสองพันบาทถ้วน)
สมาชิกสภา ต่างแสดงความยินดีต่อการอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ เนื่องจากมีความคาดหวังว่าโครงการสนามกีฬาจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้โดยเร็ว หลังประสบปัญหาความล่าช้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการโครงการให้เป็นไปตามแผนและกรอบระยะเวลา นอกจากนี้ที้ผ่านมาได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าร่วมกับฝ่ายบริหารหลายครั้ง เพื่อเร่งรัดและตรวจสอบการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้การตั้งคำถามถึงแนวทางดำเนินงานหลังได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ว่าฝ่ายบริหารจะมีแผนบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จได้ตามกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพการเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ โดยสมาชิกสภาตั้งข้อสังเกตว่า เดิมมีแนวคิดจะใช้วิธีโอนงบประมาณจากโครงการอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการมาใช้ แต่ล่าสุดกลับเปลี่ยนมาใช้เงินสะสมของเมืองพัทยา จำนวน 20 ล้านบาทแทน ซึ่งข้อเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามในที่ประชุม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม สภาได้เคยอนุมัติงบประมาณสมทบให้โครงการนี้ไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นของงบประมาณเพิ่มเติมในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน สมาชิกสภายังคงย้ำให้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างโปร่งใส และติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเป็นไปตามแผนและตอบโจทย์ประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยาชี้แจง ว่า สาเหตุของความล่าช้าเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะในปี 2565 ที่ประสบปัญหาผู้รับจ้างทิ้งงาน ทำให้โครงการต้องหยุดชะงักนอกจากนี้ ยังพบปัญหาโครงสร้างหลังคาอาคารกรีฑาในร่ม (ระยะที่ 1) ที่ไม่สมบูรณ์และไม่ได้มาตรฐาน จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน จึงจะสามารถดำเนินงานในส่วนอื่นต่อไปได้ ซึ่งภายหลังการขอใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อแก้ไขโครงสร้างหลังคา ฝ่ายบริหารได้วางกรอบการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ได้แก่ระยะแรก ใช้เวลา 5 เดือน สำหรับการซ่อมแซมและแก้ไขโครงสร้างหลังคาให้ได้มาตรฐาน ระยะที่สอง ใช้เวลา 8 เดือน เพื่อดำเนินงานก่อสร้างในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จครบถ้วน รวมระยะเวลาดำเนินการประมาณ 13 เดือน พร้อมยืนยันว่า การใช้งบประมาณครั้งนี้ถือเป็น “จุดสำคัญ” ในการปลดล็อกปัญหาโครงสร้างที่คั่งค้างมานาน และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้โครงการสนามกีฬาแล้วเสร็จภายในวาระการดำรงตำแหน่ง
ด้าน นางน้ำผึ้ง ชาลีชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัสดุและทรัพย์สิน ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณว่า เดิมมีแผนนำงบเหลือจ่ายจากโครงการปี 2568 (ที่ยกเลิก) กว่า 20 ล้านบาท มาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบกับสำนักงบประมาณ พบว่างานซ่อมแซมหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนามกีฬา ระยะที่ 3 ซึ่งอยู่ในกรอบ “งบผูกพัน 3 ปี” ที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว ตามระเบียบ หากมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหรือเพิ่มวงเงินในโครงการงบผูกพัน จะต้องเสนอขออนุมัติใหม่ก่อน จึงไม่สามารถโอนงบจากโครงการอื่นมาใช้ได้ทันที แต่ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ประกอบกับความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อไม่ให้โครงการหยุดชะงัก ฝ่ายบริหารจึงตัดสินใจเสนอใช้ “เงินสะสม” จำนวน 20 ล้านบาทแทน เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันที
ทั้งนี้ที่ประชุมสภาได้อนุมัติเห็นชอบใช้เงินสะสมเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงโครงหลังคาอาคารอัฒจันทร์ ประธาน สนามกีฬาภาคตะวันออก เมืองพัทยา วงเงิน 20,642,000 บาท (ยี่สิบล้านหกแสนสี่หมื่นสองพันบาทถ้วน)