ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
เกษตรนำไทย ย้อนกลับ
กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าข้าวไทยสู้วิกฤติเวทีโลก ดึงเกษตรกรลุยทำนายุค 'โลว์คาร์บอน'
25 มี.ค. 2569

“กรมการข้าว” ประกาศยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทย ผ่านโมเดลต้นแบบชาวนาลดโลกร้อนผ่าน “ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13” มุ่งเปลี่ยนซัพพลายเชนข้าวไทยสู่ระดับสากล โชว์ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากอบก.

ในยุคที่วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ผันผวน และกระแสผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด “กรมการข้าว” ได้ประกาศรุกคืบยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทย ด้วยการเปิดตัวโมเดลต้นแบบชาวนาลดโลกร้อนผ่าน “ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนข้าวไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ รายแรกของภาคกลางที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

ยกระดับข้าวไทยป้อนดีมานด์-มาตรฐานสากล

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การผลิตข้าวยั่งยืน กลายเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน ในกระบวนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงการลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยให้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Low Carbon Rice) เป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย ศูนย์ข้าวชุมชนดังกล่าวบริหารจัดการแบบชุมชนมีส่วนร่วม “โดยชาวนา เพื่อชาวนา”ปัจจุบันขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าว จำนวน 6,826 ศูนย์ ใน 75 จังหวัด

ต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชนคลอง13

สำหรับ ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา แบบดั้งเดิมสู่การทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) รวมถึงการบริหารจัดการฟางข้าวโดยไม่เผาทิ้ง จึงช่วยลดโลกร้อนแล้ว ลดต้นทุนการผลิตและได้ข้าวที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Carbon Footprint และเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน สร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การันตีว่าข้าวจากชุมชนผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนสู่การเป็นต้นแบบ “การปลูกข้าวลดโลกร้อน” (Low Carbon Rice) ตามนโยบายกรมการข้าว

ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นก้าวสำคัญของกรมการข้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ชาวนารักษ์โลก" เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคระดับสากล "ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ถือเป็นโมเดลสำคัญที่พิสูจน์ว่า ชาวนาไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตภูมิอากาศได้จริง การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก

ปี 68 ปลูกข้าวลดคาร์บอนแล้ว21 จังหวัด

โดยกรมการข้าวเตรียมถอดบทเรียนจากศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ “Smart Farmer Low Carbon” ส่งต่อองค์ความรู้ไปยังศูนย์ข้าวชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ โดยปี 2568 กรมการข้าวได้จัดการผลกระทบภูมิอากาศ โดยประยุกต์เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก (เปียกสลับแห้ง) ใน 21 จังหวัด พื้นที่ 45,000 ไร่

“ขณะนี้กรมการข้าวอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการตรวจวัด ระบบ MRV : พิจารณาจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อจัดเก็บข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกในนาข้าวแบบ Real-time เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและขอรับรองคาร์บอนเครดิต การจัดทำทะเบียนเกษตรกรสีเขียว : เชื่องโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับแปลงนา (GIS) ที่ใช้วิธีการทำนาคาร์บอนต่ำ เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ”

โชว์ตราสัญลักษณ์ DeCarbon Rice

การพัฒนาระบบตลาดและห่วงโซ่อุปทาน - การพัฒนาตราสัญลักษณ์ DeCarbon Rice บนบรรจุภัณฑ์ข้าว เพื่อบอก Story ของการลดคาร์บอนและผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้ทันที กำหนดมาตรฐานการจูงใจและสิทธิประโยชน์ สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เช่น การเชื่อมโยงตลาดพรีเมียม หรือการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ส่งเสริมการซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์การเกษตร (สกต.) ทั่วประเทศ Business Matching การจับคู่ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ส่งออกหรือห้างสรรพสินค้า ที่มีนโยบาย ESG เพื่อทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในราคาพรีเมีย เป็นต้น

รวมทั้งมีแผนจัดตั้งกลไกทางการเงินสีเขียว สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยหารือกับ ธ.ก.ส. หรือสถาบันการเงิน เพื่อออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในนาข้าวคาร์บอนต่ำ ในขณะที่ได้เตรียมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนระยะเปลี่ยนผ่านและพิจารณางบประมาณอุดหนุนในช่วง 1-2 ปีแรกที่เกษตรกรอาจมีต้นทุนค่าเครื่องจักรหรือค่าปรับหน้าดิน ส่งเสริมเครือข่ายความรู้และชุมชน ศูนย์เรียนรู้ข้าวคาร์บอนต่ำต้นแบบ : การพัฒนา “Smart Farmer” ให้เป็นวิทยากรตัวคูณในระดับท้องถิ่นหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง 

สร้างหลักสูตรใหม่นาข้าวมุ่งความยั่งยืน

ศูนย์ข้าวชุมชนร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างหลักสูตรการจัดการนาข้าวที่เน้นความยั่งยืนให้กับบุคลากรของกรมการข้าวทั่วประเทศ ตลอดจนพัฒนาแนวทางการตรวจวัดและขายคาร์บอนเครดิต หารือกลไกการตรวจวัดและขายคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรและมีแผนรณรงค์และสร้างการรับรู้ (Branding &AWRENESS) โดยอาจจะมีการจัดแคมเปญร่วมกับภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมการตลาด “ข้าวไทยหัวใจสีเขียว” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สะท้อนต้นทุนการรักษาสิ่งแวดล้อม

ด้านนายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ผลักดันกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร “ข้าวชาวนาร่วมใจ” จังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมโครงการพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ขอฉลากคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ข้าว 4 ชนิด จากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้แก่ ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม, กข43 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม, กข91 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม และเมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม ขณะนี้ได้รับฉลากคาร์บอน (Carbon Label) รับรองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรรายแรกในเขตภาคกลางที่มีการติดฉลากคาร์บอน 

 ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมในเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจจำนวน 77 ราย พื้นที่รวม 1975 ไร่ ดังนี้ 1. ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มีสมาชิก 20 ราย พื้นที่รวม 601 ไร่ 2. ศูนย์ข้าวชุมชนสหกรณ์การเกษตรลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มีสมาชิก 35 ราย พื้นที่รวม 867 ไร่ และ 3. ศูนย์ข้าวชุมชนบึงสมบูรณ์ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี มีสมาชิก 22 ราย พื้นที่รวม 507 ไร่ และมีโรงสีข้าวได้รับมาตรฐาน GHP มาตรฐาน HACCP และมาตรฐานสินค้า Q เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาหารสู่ขั้นสูงสุดที่โรงสีข้าวชุมชนคลอง 13อีกด้วย

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 มีนาาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
03 ก.พ. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่อ...