วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ถอดบทเรียนความสำเร็จ
การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการเพาะฟัก อนุบาล ดูแลรักษา และเพิ่มจำนวนประชากรเต่าทะเลอย่างครบวงจร เพื่อส่งคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ที่สำคัญ สร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน
โดยมี พลเรือตรีเอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ พร้อมด้วย นาวาเอกขวัญเมือง คเรศตรี ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ร่วมให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนอย่างอบอุ่น
ด้วยน้ำพระราชหฤทัยและสายพระเนตรอันกว้างไกลของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงห่วงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะเต่าทะเลหลายสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้นตั้งแต่ปี 2522 โดยได้พระราชทานพื้นที่เกาะมันใน จังหวัดระยอง จัดตั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งแรก ต่อมาในปี 2532 กองทัพเรือได้สนองพระราชดำริอย่างเป็นระบบ จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยสงวนพื้นที่เกาะคราม เกาะอีร้า และเกาะจาน ในอ่าวสัตหีบ ให้เป็นแหล่งวางไข่ที่ปลอดภัย พร้อมจัดตั้งระบบเฝ้าระวัง รวบรวมไข่เต่าเพื่อนำมาเพาะฟักและอนุบาลให้แข็งแรงก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
การนี้ คณะสื่อมวลชนรับฟังบรรยายสรุปผลสำเร็จในการดำเนินงานของศูนย์ฯ ณ อาคารนิทรรศการทรงโดม พร้อมชมนิทรรศการที่แสดงข้อมูลภัยคุกคามเต่าทะเล ทั้งที่มาจากธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ จากนั้นได้ลงพื้นที่ชมการดำเนินงานแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ “โรงอนุบาลเต่า” สำหรับดูแลเต่าแรกเกิด “บ้านเต่าทะเล” แหล่งศึกษาพฤติกรรมเต่าในแต่ละช่วงวัย ไปจนถึง “โรงพยาบาลเต่า” ซึ่งเป็นสถานที่รักษาเต่าทะเลที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าที่ได้รับการฟื้นฟูจนแข็งแรงกลับคืนสู่ท้องทะเล เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สำนักงาน กปร. มุ่งหวังเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ได้ลงพื้นที่สัมผัสผลการดำเนินงาน และรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์จากการนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ โดยเชื่อมั่นว่ามุมมองและประสบการณ์ตรงของสื่อมวลชน จะเป็นสื่อกลางถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้สู่สังคมและเยาวชนได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และร่วมกันสืบสานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนตามพระราชปณิธานต่อไป