ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
เศรษฐกิจชุมชน ย้อนกลับ
AMATA ท็อปฟอร์ม กำไรปี 68 กวาด 3.1 พันล้าน
09 มี.ค. 2569

AMATA ท็อปฟอร์ม! กำไรปี 68 กวาด 3.1 พันล้าน ดีมานด์อุตสาหกรรมใหม่แข็งแกร่ง เปิดรับลงทุนปี 2569

AMATA โชว์ผลงานปี 2568 ท็อปฟอร์ม! กำไรสุทธินิวไฮ 3,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 28% จากการโอนที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ หนุนอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 45% พร้อมประกาศจ่ายปันผลรวม 1.10 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันมี Backlog กว่า 2 หมื่นล้าน ทะยอยการรับรู้รายได้ตามแผนของบริษัท ขณะที่ดีมานด์ลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี – ดิจิทัล –ยานยนต์ไฟฟ้ายังแข็งแกร่ง

            นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,467 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 927 ล้านบาท  โดย ปี 2568 มีรายได้รวม 14,524 ล้านบาท ลดลง 3 % เมื่อเทียบจากปีก่อน  อยู่ที่ 14,987 ล้านบาท  ซึ่งประกอบด้วย 1.รายได้การขายอสังหาริมทรัพย์ 8,703 ล้านบาท ลดลง 3% เนื่องจากการโอนที่ดินลดลงจากปีก่อน โดยในปี 2568 บริษัทมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,645 ไร่ (ไทย 1,493 ไร่ และเวียดนาม 152 ไร่) โดยมีมูลค่าคงค้าง (Backlog) ณ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 21,131 ล้านบาท 2.รายได้ค่าสาธารณูปโภค 4,545 ล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าสาธารณูปโภคจากประเทศเวียดนามที่ลดลง และ 3.รายได้จากการให้เช่า 1,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน เนื่องจากพื้นที่ให้เช่าที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศไทย, เวียดนาม, และลาว โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจหลัก ดังนี้ 1.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 60% ซึ่งมีรายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม, 2.ธุรกิจบริการสาธารณูปโภค 31% ซึ่งประกอบด้วยรายได้จากการให้บริการน้ำ ไฟฟ้า และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม และ 3.ธุรกิจโรงงานให้เช่าสำเร็จรูป 7% ของรายได้จากธุรกิจหลัก และรายได้อื่น 2 % โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 69,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,729 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา

ขณะที่บอร์ดประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 (งวดการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2568) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 1.10 บาท ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายจากกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวมในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท เนื่องจากบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว โดยจ่ายจากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจำนวน กำหนดจ่ายเงินปันผล 26 พฤษภาคม 2569 หลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

นายยาซูโอะ ซึซึอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมดีมานด์ในปี 2026 ซึ่งยังแข็งแกร่งในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยี – ดิจิทัล –ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึง Data Center ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความต้องการสูง ทั้งนี้ กลยุทธ์ของเราคือการรักษาฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลายในการผลักดันผลการดำเนินงานของบริษัท

ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลก แม้ว่ายังคงเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยทางการเมือง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ  โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ในปี 2568 ก่อนชะลอลงเป็น 2.9% ในปี 2569

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยในช่วงปลายปีมีแรงหนุนของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รายได้จากภาคท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ส่วนภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแข็งค่าของเงินบาท สภาพคล่องของภาคธุรกิจ การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม และทิศทางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในระยะต่อไป

ด้านการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ดิจิทัล, อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน, เกษตรและแปรรูปอาหาร 75.6 หมื่นล้านบาท และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งโครงการส่วนใหญ่กว่า 63% ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ในปี 2568 มีจำนวนเงินลงทุนรวม 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์, ฮ่องกง, จีน, และสหราชอาณาจักร เป็นต้น

นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ใกล้เคียงกับการขยายตัวที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ในปี 2568

อมตะไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาและขายที่ดินหรือสาธารณูปโภคเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้าง ‘เมืองอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ (Industrial City)’ ที่ออกแบบเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวตามแนวคิด ‘All Win’ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบสาธารณูปโภคไว้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของกลุ่มอมตะ

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 มีนาาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
03 ก.พ. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่อ...