ครม. เห็นชอบร่างแก้ไขความตกลง CMIM เสริมเกราะการเงินอาเซียน+3
เพิ่มกลไกช่วยเหลือฉุกเฉิน รับมือวิกฤตโลก
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และอนุมัติการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกลไกความร่วมมือทางการเงินของกลุ่ม ASEAN+3 ในการรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก
รองโฆษกฯ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้มี สาระสำคัญเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะ การเพิ่มกลไกการให้ความช่วยเหลือแบบเร่งด่วน (Rapid Financing Facility) เพื่อช่วยประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น ภัยธรรมชาติหรือโรคระบาด พร้อมปรับปรุงแนวปฏิบัติทางเทคนิคให้ชัดเจนและยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ การต่ออายุความช่วยเหลือก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และการนิยาม “วันทำการ” สำหรับธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น
ทั้งนี้ วงเงินรวมของ CMIM ยังคงเดิมที่ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสมทบของประเทศไทย 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ธปท. ได้กันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ตามวงเงินดังกล่าวแล้ว ไม่มีการเพิ่มภาระงบประมาณใหม่ให้กับประเทศ
รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงความตกลงครั้งนี้ยังคงเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถเลือกสมทบหรือขอรับความช่วยเหลือเป็นสกุลเงินท้องถิ่นตามความสมัครใจ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม พร้อมปรับสัดส่วนการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ไม่เชื่อมโยงกับโครงการของ International Monetary Fund (IMF) ให้มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกและความรวดเร็วในการดูแลเสถียรภาพการเงินของภูมิภาค
“การเห็นชอบร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินของอาเซียน+3 ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างเพียงพอในยามฉุกเฉิน และสะท้อนความร่วมมือด้านการเงินที่แน่นแฟ้นของภูมิภาคในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทายสูง” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า หลังการลงนามครบทุกภาคี ความตกลงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้ภายใน 7 วัน และจะยกเลิกฉบับเดิมโดยอัตโนมัติ พร้อมเดินหน้ากลไกใหม่เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม