ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คุณภาพชีวิต ย้อนกลับ
นิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU จับมือสภาทนายความ จัดแข่งขัน Moot Court Competition ระดับประเทศ
18 ก.พ. 2569

นิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU จับมือสภาทนายความ จัดแข่งขัน Moot Court Competition ระดับประเทศ นำรูปแบบ Hackathon คัดทีมจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เข้า Boot Camp ติวเข้มข้น เพื่อปั้นนักกฎหมาย ‘เก่ง ดี มีคุณธรรม’ 

คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิด “โครงการการแข่งขันโต้เถียงปัญหากฎหมายโดยการแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นศาลอุทธรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อบูรณาการเรียนรู้ในห้องเรียนเข้ากับการปฏิบัติงานจริง พร้อมยกระดับนักศึกษากฎหมายรุ่นใหม่ให้มีทั้งความพร้อมในการทำงาน ควบคู่กับการยืนหยัดในความยุติธรรม โดยมีทัพนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วไทยร่วมประชันความสามารถถึง 33 ทีม เข้าร่วมชิงถ้วยชนะเลิศของประธานศาลฎีกาพร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท

ความพิเศษในปีนี้คือการนำรูปแบบ Hackathon มาใช้เป็นครั้งแรกในวงการกฎหมาย ในวาระครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งคณะฯ เพื่อยกระดับการฝึกทักษะการร่างคำคู่ความ การวิเคราะห์คดี และการแถลงคดีด้วยวาจาภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยผู้ผ่านรอบคัดเลือกจะเข้า Boot Camp ติวเข้ม 2 วัน 1 คืน ก่อนนำเสนอคดีแบบ Pitching เพื่อคัดเลือก 4 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความพร้อมเชิงวิชาชีพอย่างเข้มข้น อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ให้สำนักงานกฎหมาย ค้นหา “เพชรที่ผ่านการเจียระไน” ทั้งทักษะและจริยธรรมก่อนก้าวสู่การประกอบวิชาชีพจริง

บรรยากาศการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 4 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา นำโดย อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  พร้อมด้วยคณาจารย์และทีมผู้บริหารคณะฯ อาทิ ร.อ.หญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ และนายวิษณุ กันทะเขียว ประธานอนุกรรมการฯ โดยมี ดร.พีรภัทร ฝอยทอง อุปนายกฝ่ายวิชาการและโฆษกสภาทนายความ ผู้รับมอบหมายจากนายกสภาทนายความ ร่วมแถลงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการศึกษากฎหมาย

ในโอกาสนี้ ดร.พีรภัทร ฝอยทอง ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า ทางคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เคยจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องและเว้นช่วงไปพักหนึ่ง จนกระทั่ง ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เข้ามารับตำแหน่งคณบดีและเสนอฟื้นโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งทางสภาทนายความเห็นพ้องและยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะวิชาชีพจริง โดยเฉพาะการสร้าง “วิธีคิดในรูปแบบของนักกฎหมาย” ทั้งการคิดวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและการค้นคว้าข้อมูลทางกฎหมายที่ถูกต้อง 

ดร.พีรภัทร ยังกล่าวเสริมถึงความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยในลำดับถัดไปจะมีการคัดเลือกทีมให้เหลือ 20 ทีม ซึ่งสภาทนายความได้มอบหมายให้นายวิษณุ กันทะเขียว ทนายความอาวุโส รับหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการจัดการแข่งขัน ร่วมกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรมมากที่สุด พร้อมกันนี้ยังชื่นชมห้องปฏิบัติการศาลจำลอง (Moot Court) ของ DPU ว่ามีความพร้อมระดับต้นๆ ของประเทศ และมีศักยภาพรองรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเสริมถึงเจตนารมณ์สำคัญในวาระก้าวย่างสู่ปีที่ 50 ของการก่อตั้งคณะฯ ว่า มีความต้องการยกระดับมาตรฐานและบทบาท ผ่านเวทีศาลจำลองในมิติของการแถลงการณ์ด้วยวาจา เพื่อช่วยหล่อหลอมนักศึกษากฎหมายให้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม 

ดร.สุทธิพล ยังระบุถึงความสำเร็จเบื้องต้นผ่านจำนวนทีมสมัครที่มากถึง 33 ทีม แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการประชาสัมพันธ์ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวงการศึกษากฎหมายของไทยกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติที่ไม่น้อยไปกว่าความรู้เชิงทฤษฎี นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพที่แข็งแกร่งอย่างสภาทนายความ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายผลการเรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หัวใจสำคัญของการแข่งขันแบบ Boot Camp ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 โดย 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับการดูแลเรื่องที่พักและอาหารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการออกแบบโดยนำโมเดลการแข่งขันแบบ Hackathon มาปรับใช้เป็นครั้งแรก เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนภายใต้สถานการณ์เสมือนจริงในห้องพิจารณาคดี ผ่านการถ่ายทอดความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ท่านประทีป เฉลิมภัทรกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา ท่านโชติช่วง ทัพวงศ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ฯลฯ ที่มีประสบการณ์ในเวทีศาล เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคการร่างคำคู่ความ การวิเคราะห์คดี และศิลปะการแถลงคดีต่อหน้าศาล รวมถึงแนวคิดและ DNA จากนักกฎหมายแถวหน้าเมืองไทย

กระบวนการบ่มเพาะทักษะดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะทำให้นักศึกษามีทักษะติดตัวไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันที โดย ดร.สุทธิพล ระบุว่า คุณค่าของโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่นักศึกษาส่งใบสมัคร เนื่องจากโจทย์ปัญหากฎหมายที่คณะกรรมการออกแบบมีความซับซ้อนและสะท้อนปัญหาจริงในสังคม ทำให้นักศึกษาต้องฝึกฝนการสืบค้นคำพิพากษาฎีกาเทียบเคียง การวิเคราะห์หาช่องว่างทางกฎหมาย และการร่างคำคู่ความเพื่อส่งเข้าคัดเลือก

“ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแถลงการณ์เสมือนจริงในห้องปฏิบัติการศาลจำลอง ซึ่งจัดทำขึ้นให้มีความคล้ายกับห้องพิจารณาคดีของศาลมาก ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิที่มาตัดสินจะสวมครุยของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม และจะซักถามเสมือนจริงด้วย จะทำอย่างไรให้ตอบคำถามได้ตรงประเด็นและทำให้ท่านเชื่อว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและกดดัน ซึ่งเราไม่ได้นำเสนอฝ่ายเดียว แต่ยังมีฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะนำข้อเท็จจริงมาหักล้าง การสื่อสารในภาวะเช่นนี้จึงเป็นทักษะสำคัญที่นักศึกษาต้องมีเพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง และเป็นการเค้นศักยภาพตั้งแต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันจริง ซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหน”

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการแถลงข่าว ดร.สุทธิพล ขยายความเพิ่มเติมถึงโอกาสสำคัญของผู้เข้าแข่งขันที่รออยู่ว่า รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 17 มีนาคม ณ ห้องปฏิบัติการศาลจำลองของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนห้องพิจารณาคดี นอกจากทีมที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติจากประธานศาลฎีกา พร้อมใบประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล 50,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ การแข่งขันนี้ยังเปรียบเสมือนพื้นที่โชว์ศักยภาพที่สำนักงานกฎหมายชั้นนำจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "แมวมอง" ค้นหาเพชรที่ได้รับการเจียระไนแล้วไปร่วมงาน โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่มีโอกาสจะได้รับงานหลังเรียนจบ

สอดรับกับเป้าหมายสูงสุดของการจัดโครงการที่ต้องการสร้างคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติทางด้านกฎหมาย และเป็นเวทีที่จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญที่คณะฯ เน้นย้ำมาตลอด 50 ปี คือการผลิตนักกฎหมายที่ “คิดได้ วิเคราะห์เป็น และยืนหยัดในความยุติธรรม” เพราะเมื่อร่วมสร้างคนดีและคนเก่งให้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เสียงแห่งความถูกต้องก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง ไม่ใช่เพียงห้องพิจารณาคดี  

“พื้นฐานสำคัญที่คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เน้นย้ำคือการสร้างคุณธรรม เพราะเรามีนักกฎหมายที่เก่งอยู่มากแล้ว แต่หน้าที่ของวิชาชีพนี้คือการชี้เป็นชี้ตายให้คนกับสังคม ดังนั้นเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคุณธรรม มีจริยธรรม และมีหัวใจที่ยึดมั่นในความถูกต้อง หากเราช่วยกันสร้างต้นแบบเช่นนี้ ทุกคนคนละไม้คนละมือ ในที่สุดก็จะช่วยเติมเต็มและสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง” ดร.สุทธิพล กล่าวทิ้งท้าย


 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16 - 28 กุมภาพันธ์ 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
03 ก.พ. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่อ...