นิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU จับมือสภาทนายความ จัดแข่งขัน Moot Court Competition ระดับประเทศ นำรูปแบบ Hackathon คัดทีมจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เข้า Boot Camp ติวเข้มข้น เพื่อปั้นนักกฎหมาย ‘เก่ง ดี มีคุณธรรม’
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิด “โครงการการแข่งขันโต้เถียงปัญหากฎหมายโดยการแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นศาลอุทธรณ์ ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อบูรณาการเรียนรู้ในห้องเรียนเข้ากับการปฏิบัติงานจริง พร้อมยกระดับนักศึกษากฎหมายรุ่นใหม่ให้มีทั้งความพร้อมในการทำงาน ควบคู่กับการยืนหยัดในความยุติธรรม โดยมีทัพนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วไทยร่วมประชันความสามารถถึง 33 ทีม เข้าร่วมชิงถ้วยชนะเลิศของประธานศาลฎีกาพร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท
ความพิเศษในปีนี้คือการนำรูปแบบ Hackathon มาใช้เป็นครั้งแรกในวงการกฎหมาย ในวาระครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งคณะฯ เพื่อยกระดับการฝึกทักษะการร่างคำคู่ความ การวิเคราะห์คดี และการแถลงคดีด้วยวาจาภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยผู้ผ่านรอบคัดเลือกจะเข้า Boot Camp ติวเข้ม 2 วัน 1 คืน ก่อนนำเสนอคดีแบบ Pitching เพื่อคัดเลือก 4 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความพร้อมเชิงวิชาชีพอย่างเข้มข้น อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ให้สำนักงานกฎหมาย ค้นหา “เพชรที่ผ่านการเจียระไน” ทั้งทักษะและจริยธรรมก่อนก้าวสู่การประกอบวิชาชีพจริง
บรรยากาศการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 4 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา นำโดย อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) พร้อมด้วยคณาจารย์และทีมผู้บริหารคณะฯ อาทิ ร.อ.หญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ และนายวิษณุ กันทะเขียว ประธานอนุกรรมการฯ โดยมี ดร.พีรภัทร ฝอยทอง อุปนายกฝ่ายวิชาการและโฆษกสภาทนายความ ผู้รับมอบหมายจากนายกสภาทนายความ ร่วมแถลงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการศึกษากฎหมาย

ในโอกาสนี้ ดร.พีรภัทร ฝอยทอง ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า ทางคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เคยจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องและเว้นช่วงไปพักหนึ่ง จนกระทั่ง ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เข้ามารับตำแหน่งคณบดีและเสนอฟื้นโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งทางสภาทนายความเห็นพ้องและยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะวิชาชีพจริง โดยเฉพาะการสร้าง “วิธีคิดในรูปแบบของนักกฎหมาย” ทั้งการคิดวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและการค้นคว้าข้อมูลทางกฎหมายที่ถูกต้อง
ดร.พีรภัทร ยังกล่าวเสริมถึงความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยในลำดับถัดไปจะมีการคัดเลือกทีมให้เหลือ 20 ทีม ซึ่งสภาทนายความได้มอบหมายให้นายวิษณุ กันทะเขียว ทนายความอาวุโส รับหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการจัดการแข่งขัน ร่วมกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรมมากที่สุด พร้อมกันนี้ยังชื่นชมห้องปฏิบัติการศาลจำลอง (Moot Court) ของ DPU ว่ามีความพร้อมระดับต้นๆ ของประเทศ และมีศักยภาพรองรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเสริมถึงเจตนารมณ์สำคัญในวาระก้าวย่างสู่ปีที่ 50 ของการก่อตั้งคณะฯ ว่า มีความต้องการยกระดับมาตรฐานและบทบาท ผ่านเวทีศาลจำลองในมิติของการแถลงการณ์ด้วยวาจา เพื่อช่วยหล่อหลอมนักศึกษากฎหมายให้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม
ดร.สุทธิพล ยังระบุถึงความสำเร็จเบื้องต้นผ่านจำนวนทีมสมัครที่มากถึง 33 ทีม แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการประชาสัมพันธ์ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวงการศึกษากฎหมายของไทยกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติที่ไม่น้อยไปกว่าความรู้เชิงทฤษฎี นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพที่แข็งแกร่งอย่างสภาทนายความ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายผลการเรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หัวใจสำคัญของการแข่งขันแบบ Boot Camp ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 โดย 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับการดูแลเรื่องที่พักและอาหารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการออกแบบโดยนำโมเดลการแข่งขันแบบ Hackathon มาปรับใช้เป็นครั้งแรก เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนภายใต้สถานการณ์เสมือนจริงในห้องพิจารณาคดี ผ่านการถ่ายทอดความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ท่านประทีป เฉลิมภัทรกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา ท่านโชติช่วง ทัพวงศ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ฯลฯ ที่มีประสบการณ์ในเวทีศาล เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคการร่างคำคู่ความ การวิเคราะห์คดี และศิลปะการแถลงคดีต่อหน้าศาล รวมถึงแนวคิดและ DNA จากนักกฎหมายแถวหน้าเมืองไทย

กระบวนการบ่มเพาะทักษะดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะทำให้นักศึกษามีทักษะติดตัวไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันที โดย ดร.สุทธิพล ระบุว่า คุณค่าของโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่นักศึกษาส่งใบสมัคร เนื่องจากโจทย์ปัญหากฎหมายที่คณะกรรมการออกแบบมีความซับซ้อนและสะท้อนปัญหาจริงในสังคม ทำให้นักศึกษาต้องฝึกฝนการสืบค้นคำพิพากษาฎีกาเทียบเคียง การวิเคราะห์หาช่องว่างทางกฎหมาย และการร่างคำคู่ความเพื่อส่งเข้าคัดเลือก
“ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแถลงการณ์เสมือนจริงในห้องปฏิบัติการศาลจำลอง ซึ่งจัดทำขึ้นให้มีความคล้ายกับห้องพิจารณาคดีของศาลมาก ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิที่มาตัดสินจะสวมครุยของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม และจะซักถามเสมือนจริงด้วย จะทำอย่างไรให้ตอบคำถามได้ตรงประเด็นและทำให้ท่านเชื่อว่าสิ่งที่เรานำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและกดดัน ซึ่งเราไม่ได้นำเสนอฝ่ายเดียว แต่ยังมีฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะนำข้อเท็จจริงมาหักล้าง การสื่อสารในภาวะเช่นนี้จึงเป็นทักษะสำคัญที่นักศึกษาต้องมีเพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง และเป็นการเค้นศักยภาพตั้งแต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันจริง ซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหน”
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการแถลงข่าว ดร.สุทธิพล ขยายความเพิ่มเติมถึงโอกาสสำคัญของผู้เข้าแข่งขันที่รออยู่ว่า รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 17 มีนาคม ณ ห้องปฏิบัติการศาลจำลองของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนห้องพิจารณาคดี นอกจากทีมที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติจากประธานศาลฎีกา พร้อมใบประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล 50,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ การแข่งขันนี้ยังเปรียบเสมือนพื้นที่โชว์ศักยภาพที่สำนักงานกฎหมายชั้นนำจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "แมวมอง" ค้นหาเพชรที่ได้รับการเจียระไนแล้วไปร่วมงาน โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่มีโอกาสจะได้รับงานหลังเรียนจบ
สอดรับกับเป้าหมายสูงสุดของการจัดโครงการที่ต้องการสร้างคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติทางด้านกฎหมาย และเป็นเวทีที่จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญที่คณะฯ เน้นย้ำมาตลอด 50 ปี คือการผลิตนักกฎหมายที่ “คิดได้ วิเคราะห์เป็น และยืนหยัดในความยุติธรรม” เพราะเมื่อร่วมสร้างคนดีและคนเก่งให้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เสียงแห่งความถูกต้องก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง ไม่ใช่เพียงห้องพิจารณาคดี
“พื้นฐานสำคัญที่คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เน้นย้ำคือการสร้างคุณธรรม เพราะเรามีนักกฎหมายที่เก่งอยู่มากแล้ว แต่หน้าที่ของวิชาชีพนี้คือการชี้เป็นชี้ตายให้คนกับสังคม ดังนั้นเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคุณธรรม มีจริยธรรม และมีหัวใจที่ยึดมั่นในความถูกต้อง หากเราช่วยกันสร้างต้นแบบเช่นนี้ ทุกคนคนละไม้คนละมือ ในที่สุดก็จะช่วยเติมเต็มและสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง” ดร.สุทธิพล กล่าวทิ้งท้าย