บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจปี 69 ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ 4 กลุ่ม พร้อมประกาศซื้อหุ้น Chevron Hong Kong มูลค่า 270 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดเสร็จปลายปี 2569 เล็งทดสอบเปลี่ยนแบรนด์ Caltex ในฮ่องกง 2 แห่งในอีก 2 ปี พร้อมตั้งเป้าขยายธุรกิจปี 2569 ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทบางจากประกาศเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited ( CHK) ในสัดส่วน 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited เป็นการขยายการลงทุนไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจต่างประเทศ และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK มีธุรกิจน้ำมันค้าปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และสถานีบริการทั่วฮ่องกง
ทั้งนี้ภายหลังการเข้าซื้อบางจากยังคงดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Callex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้า การลงทุนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "Accelerating Bangchak 100× " เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจระยะยาว อย่างไรก็ตามไตรมาส3 ปี 2569 จะมีการปรับป้ายแบรนด์ Caltex ให้มีโลโก้บางจากเพิ่มเข้าไปที่ปั๊มน้ำมันในฮ่องกง และจากนั้นอีก 2 ปี จะลองเปลี่ยนเป็นแบรนด์บางจาก 2 ปั๊ม เพื่อประเมินผลตอบรับจากผู้บริโภคในเวลา 5 ปี ก่อนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเป็นแบรนด์บางจากทั้งหมดหรือไม่ จากปัจจุบันมีปั๊มแบรนด์ Caltex ในฮ่องกง 31 แห่ง
สำหรับการเข้าซื้อหุ้น Chevron 100% คาดว่าจะซื้อเสร็จภายในกลางปี 2569 และเปลี่ยนชื่อจาก Chevron Hong Kong Limited ( CHK) เป็น "Bangchak Hong Kong Limited" โดยมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนใน CHK เนื่องจากเป็นธุรกิจการตลาดในฮ่องกงที่มีค่าการตลาดในระดับสูงและมีเสถียรภาพ พร้อมกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสู่ตลาดภูมิภาค นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมัน ด้วยการขยายแพลตฟอร์มการค้าน้ำมันและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากล รวมทั้งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ
สำหรับในปี 2569 บริษัทฯ จะขยายธุรกิจผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน ตั้งเป้าหมายมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทในปี 2568 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 2569
2.กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตั้งเป้ามีปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นราว 50% จากประมาณ 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2568 เป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่สน้ำมันดิบต่อวันในปี 2569
3.กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ โดยตั้งเป้าปริมาณการกลั่นเพิ่มขึ้นในปี 2569 จากประมาณ 264,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2568 เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 ส่วนค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) ในปี 2568 ที่อยู่ระดับ 6.7 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งอยู่ระดับแข็งแกร่ง ดังนั้นคาดว่าในปี 2569 จะอยู่ในช่วง 6 - 6.5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล สำหรับ EBITDA จากการซื้อ Chevron Hong Kong ที่จะเริ่มสร้างให้กลุ่มบริษัทบางจากประมาณ 750-1,000 ล้านบาทในปี 2569
และ 4.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน โดยธุรกิจ Power & Infrastructure คาด EBITDA ในปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน ( พลังงาน สาธารณูปโภค ดิจิทัล) และการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ ส่วนโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง หนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง สำหรับโครงการลม "Monsoon" เดินเครื่องเต็มปี กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า