นิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU ผนึกสถาบันประกันภัยไทย ติดอาวุธนักกฎหมายนิวเจนด้วย AI: ติวเข้ม เทคนิค Prompt เจาะลึกและวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ยกระดับศักยภาพสู่มาตรฐานสากล
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกความร่วมมือกับสถาบันประกันภัยไทย จัดโครงการอบรมหลักสูตร “ทักษะ AI ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจประกันภัย สำหรับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์” ในวันที่ 29 มกราคม 2569 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้นักศึกษากฎหมายสามารถนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจทางกฎหมายผ่านกรณีศึกษาจริง โดยในวันที่ 29 มกราคม 2569 ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ร่วมเปิดโครงการพร้อมคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับสากลร่วมถ่ายทอดหลักสูตร 'Tailor Made' ที่ออกแบบเนื้อหาโดยเฉพาะให้เชื่อมโยงระหว่างโลกกฎหมายและธุรกิจประกันภัย เพื่อยกระดับศักยภาพนักกฎหมายรุ่นใหม่
เปลี่ยน AI จากคู่แข่งให้เป็น "เพื่อนรัก" เพื่อโอกาสที่เหนือกว่า
บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง โดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ได้กล่าวทักทายและแสดงความชื่นชมในความตื่นตัวของนักศึกษากฎหมายรุ่นใหม่ ที่พร้อมใจกันเข้าร่วมเรียนรู้เทคโนโลยี AI กันอย่างคึกคัก พร้อมย้ำว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากไม่เรียนรู้ที่จะนำมาเป็น “เพื่อนรัก” ในการทำงาน ก็จะทำให้ก้าวตามโลกไม่ทัน

โดยเฉพาะในวิชาชีพกฎหมายที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงาน มหาวิทยาลัยจึงเดินหน้าผลักดันการใช้ AI ให้ทั้งคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานเครื่องมือสำคัญนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพผ่านการปรับปรุงหลักสูตร DPU Core อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาถ่ายทอดทักษะเฉพาะทาง เพื่อเสริมความพร้อมให้นักศึกษามั่นใจว่าทักษะ AI ที่ติดตัวไปจะเป็น “อาวุธสำคัญ” ที่สร้างความแตกต่างได้จริงเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
.jpg)
ในโอกาสนี้ ดร.ดาริกา ยังกล่าวด้วยรอยยิ้มถึงความตั้งใจที่อยากให้นักศึกษาใช้พื้นที่นี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หาได้ยาก โดยเฉพาะในโลกภายนอกที่มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับการเรียนรู้ พร้อมให้กำลังใจนักศึกษาให้มีความมุ่งมั่นเพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน
“ดีใจมากที่เห็นน้องๆ มารวมตัวกันขนาดนี้ สะท้อนว่าทุกคนเริ่มเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งความเข้าใจใน AI นี้เองที่จะกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขเกรดเฉลี่ย จึงอยากขอให้ทุกคนตั้งใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อพิสูจน์ว่าเราสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อวิชาชีพในอนาคต โดยมหาวิทยาลัยตั้งใจติดอาวุธชิ้นนี้เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่า เมื่อจบออกไปจะสามารถแข่งขันได้อย่างโดดเด่นในวันที่วิถีชีวิตนักกฎหมายเปลี่ยนไป”
ยกระดับนักกฎหมายรุ่นใหม่สู่ AI Professional
ขณะที่ อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ กล่าวเสริมถึงที่มาของโครงการซึ่งเกิดขึ้นจากนโยบายของอธิการบดีในการผลักดันให้นักศึกษามีทักษะ AI เฉพาะทาง เพื่อสร้าง "แต้มต่อ" ทั้งในการเรียนและการประกอบอาชีพในอนาคต คณะฯ จึงได้ผนึกกำลังกับสถาบันประกันภัยไทย เพื่อนำกรณีศึกษาจริงมาเป็นต้นแบบการเรียนรู้แบบครบวงจรใน 5 โมดูล โดยเริ่มตั้งแต่การปูพื้นฐาน AI Literacy ไปจนถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง PDPA และแนวคิดเรื่อง AI Governance เพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพการประยุกต์ใช้ในเชิงวิชาชีพผ่านธุรกิจประกันภัยซึ่งเป็น Pilot Project ที่เป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลเทคโนโลยีในระดับสากล
ความโดดเด่นของหลักสูตรยังเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เห็นทั้งประโยชน์และข้อจำกัดของเทคโนโลยีรอบด้าน โดยในช่วงท้ายของโครงการมีการทำ Workshop ที่คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกันออกโจทย์เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักศึกษาผ่านสถานการณ์จำลองจริง เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปต่อยอดในวิชาชีพได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางพลวัตของโลกวิชาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
.jpg)
“เรามองว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานของนักกฎหมายทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจทางกฎหมาย นักกฎหมายในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเข้าใจการใช้ AI ให้เร็วที่สุดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอาชีพ โดยเราสร้างความร่วมมือกับสถาบันประกันภัยไทยเพื่อสร้างหลักสูตรแบบ Tailor Made ให้กับนักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงและเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้อย่างรอบด้าน” ดร.สุทธิพล อธิบาย
เข้าใจ AI ควบคุมผลลัพธ์ ปูพื้นฐานนักกฎหมายยุคดิจิทัล
เพื่อให้บรรลุผลอย่างแม่นยำตามเป้าหมาย คุณฐาปกรณ์ จำปาใด หัวหน้าแผนกสื่อนวัตกรรม สายงานวิชาการ DPU เริ่มต้นโมดูลที่ 1 ด้วยการถอดรหัสกลไกปัญญาประดิษฐ์ในฐานะ "ผู้ช่วย" ที่ทำงานผ่านระบบ Machine Learning พร้อมแนะนำเครื่องมือจาก 4 ค่ายหลัก ทั้ง Claude, Gemini, Perplexity และ ChatGPT ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน เพื่อให้เลือกใช้ได้ตรงกับโจทย์งานแต่ละประเภท ซึ่งจะช่วยลดภาระงานแต่ยังคงมาตรฐานสูงสุดไว้ได้
ควบคู่ไปกับการเลือกใช้เครื่องมือ หัวใจสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือการวางตัวให้ "สำคัญกว่าเทคโนโลยี" โดยต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบผลลัพธ์ด่านสุดท้าย พร้อมระวังอาการหลอน Hallucination ของระบบที่อาจสร้างข้อมูลผิดพลาด ความเข้าใจรากฐานเหล่านี้จะช่วยให้นักกฎหมายวางแผนการทำงานได้อย่างเป็นระบบ และสามารถโฟกัสในสิ่งที่สำคัญกว่าในขณะที่ระบบทำหน้าที่จัดการงานลำดับรองลงมา

“อยากให้ทุกคนมอง AI เป็นผู้ช่วยที่ทำให้เราเก่งขึ้น แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราต้องเป็นคนควบคุมมันเสมอ อย่าให้มันมาแทนที่ความสำคัญของเรา ต้องรู้จักเลือกใช้เครื่องมือให้เข้ากับงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญคือไม่ปล่อยให้มันลดทอนความสำคัญของเรา” คุณฐาปกรณ์ กล่าว
ทางด้าน อาจารย์ภัทรภณ วรรณแสง และอาจารย์สราลี เบญจกุล คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ร่วมกันวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยชี้ว่ากระบวนการ "กินข้อมูล" ของ AI อาจเข้าข่ายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 6 ผู้ใช้งานจึงต้องระมัดระวังตามมาตรา 19 และ 27 ที่ห้ามเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม เพราะหากนำข้อมูลลูกความป้อนเข้าสู่ระบบโดยขาดความรอบคอบ อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้โดยตรง


ขณะที่ในมิติลิขสิทธิ์ มีการหยิบบรรทัดฐาน “Human Authorship” มาขยายผ่านกรณีศึกษาลิงเซลฟี่และคำวินิจฉัยของ United States Copyright Office (USCO) ซึ่งยืนยันว่างานที่ AI สร้างขึ้นเองทั้งหมดไม่ได้ลิขสิทธิ์ เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองเฉพาะผลงานที่มนุษย์มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ นักกฎหมายจึงควรใช้ AI ในฐานะเครื่องมือสนับสนุน และต้องมั่นใจว่าตนเองมีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญในผลงานนั้น เช่นเดียวกับกฎหมาย CDPA มาตรา 9(3) ของสหราชอาณาจักรที่เริ่มเปิดช่องให้คุ้มครองงานสร้างโดยคอมพิวเตอร์ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ
เมื่อพิจารณาร่วมกับประเด็น PDPA แล้ว สิ่งที่ไม่อาจละเลยคือ “จริยธรรมวิชาชีพ” เพราะ AI ยังเปรียบเสมือน “กล่องดำ” ที่ควบคุมผลลัพธ์ได้ไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ การรักษาความลับลูกความ การตระหนักถึงอคติของระบบ และการตรวจสอบข้อความกฎหมายจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดโดยนักกฎหมาย
“กฎหมายแรกที่ต้องระวังคือ PDPA โดยเฉพาะการห้ามเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์ ขณะที่ลิขสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะงานที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์เท่านั้น นักกฎหมายจึงต้องตรวจสอบความถูกต้องเป็นด่านสุดท้ายเสมอเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ” อาจารย์ภัทรภณ ย้ำ
ร่างสัญญาอย่างชาญฉลาด ใช้ AI เป็นผู้ช่วยมืออาชีพ
บรรยากาศในช่วงโมดูล 2 ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ ผศ.ดร.ธรรณพ อารีพรรค ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต นำเสนอเทคนิคการเขียน Prompt ผ่านโครงสร้าง Task, Context และ Expectation เพื่อลดอาการ "มโนคำตอบ" ของ AI โดยชี้ให้เห็นสถิติสำคัญว่างานกฎหมายกว่า 44% สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ ซึ่งเทคนิคการสวมบทบาท (Role Play) และการถามแบบ "What if" จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและมีนวัตกรรมมากขึ้น เหมือนมีเพื่อนร่วมงานหรือ “Teammate” ที่ช่วยโต้ตอบปรับปรุงงานได้ตลอดเวลา

ประสบการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับโลกการทำงานจริงของ คุณญาดา ยุวเทพากร และ คุณธนวินท์ วงศ์ศรีสุชน ทนายความหุ้นส่วนจากเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี จำกัด ซึ่งได้เปิดเผยถึงการนำ AI มาใช้ในระบบปิด เพื่อรักษาความลับของลูกความตามมาตรฐานวิชาชีพ โดย AI มีความโดดเด่นอย่างมากในการร่างสัญญาฉบับแรก, การเปรียบเทียบข้อสัญญา และการดึงข้อมูลสรุปกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การร่างสัญญาควรทำแบบแยกส่วนทีละข้อ เพื่อให้มนุษย์สามารถควบคุมเนื้อหาและเจตนาของคู่สัญญาได้อย่างละเอียด เพราะแม้ AI จะช่วยเร่งกระบวนการร่างและวิเคราะห์สัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่อาจทำหน้าที่แทนการกลั่นกรองเชิงวิชาชีพของมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในประเด็นเลขมาตรา ข้อกฎหมาย และเจตนาของคู่สัญญาที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นตัวกำกับ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความให้ปลอดภัยสูงสุด
“ปัญหาที่เรียกว่า Hallucination คือการที่ AI ตอบผิดแล้วมโนคำตอบขึ้นมาอย่างน่าเชื่อถือเหมือนกำลังหลอกเราอยู่ ซึ่งอันตรายมากเพราะมันอาจมั่วเลขมาตรามาตอบเราได้ คำสั่งที่เพิ่มบริบทเหมือนการสั่งงานน้องฝึกงานจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้น แต่สุดท้ายเราต้องมีฐานความรู้ที่มากพอที่จะตรวจสอบคำตอบเสมอ และต้องเป็นคนตัดสินใจนำงานไปใช้จริงเป็นด่านสุดท้าย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและถูกต้องที่สุด” ผศ.ดร.ธรรณพ ระบุ
ขณะที่ คุณญาดาและคุณธนวินท์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "ในการทำงานจริงเรามองว่า AI เป็นเครื่องมือเหมือนเครื่องคิดเลขที่ควรพัฒนาวิธีใช้ไปคู่กับมันเพื่อให้ได้เปรียบในตลาด แต่สิ่งที่ AI ทำไม่ได้คือการตัดสินใจในเชิงธุรกิจหรือการเจรจาต่อรอง หน้าที่ของทนายความคือการเกลาผลลัพธ์จาก AI ให้กลายเป็นงานระดับมืออาชีพที่ผ่านสายตามนุษย์เสมอ โดยมีเราเป็นด่านสุดท้ายเพื่อให้ AI เป็นเพื่อนซี้ที่ทำให้เราเก่งขึ้น"


ต่อมาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 มีการอบรมการเสริมสร้างทักษะ AI ต่ออีก 3 โมดูลหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การประยุกต์ใช้ในธุรกิจประกันภัยเชิงลึกไปจนถึงการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล โดยในโมดูลที่ 3 ครอบคลุมเรื่อง Data Protection & AI Governance โดย ดร.พีรภัทร ฝอยทอง อุปนายกฝ่ายวิชาการและโฆษกสภาทนายความ และ ผศ.ดร.วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี เป็นวิทยากร ต่อด้วยโมดูลที่ 4 ซึ่งเป็นการเจาะลึกเรื่อง InsurTech & Digital Risk Management โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจประกันภัย และปิดท้ายด้วยโมดูลที่ 5 ที่จัดเป็น AI Moot & Case Simulation Workshop โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนจะมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 ที่ผ่านการอบรม โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เป็นประธานในพิธีฯ

