เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนด้านพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางความร่วมมือในการศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) โดยมีผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GPSC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด และ ปส. เข้าร่วมประชุม
การประชุมมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการ ปส. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ ปส. ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม อาทิ ดร. รสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กิจการพิเศษ 2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายมนัสชัย คงรักษ์กวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและดีคาร์บอนไนเซชัน และ ดร. พงศ์ศักดิ์ ครุกานันต์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสดีคาร์บอนไนเซชันเทคโนโลยี จากบริษัท GPSC เพื่อร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีและนโยบายพลังงาน รวมถึง วางแผนสร้างกลไกร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจ
ที่ประชุมได้หารือแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวถึงการดำเนินงานของ ปส. ในการเตรียมความพร้อมของประเทศ อาทิ การจัดทำพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์เสร็จแล้ว การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านโรงไฟฟ้า SMR และ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเขตภาคตะวันออก รวมถึงการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ยังได้ระบุถึงปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่มีผลต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทย ได้แก่ 1) การให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน 2) ขับเคลื่อนความต่อเนื่องของนโยบายระดับประเทศ 3) การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 4) การพิจารณาและเตรัยมความพร้อมพื้นที่ก่อสร้างอย่างเหมาะสมและรอบด้าน ซึ่งกลไกร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมียุทธศาสตร์และโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูงดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยอย่างเหมาะสมในอนาคต
โรงไฟฟ้า SMR ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่มีระบบความปลอดภัยสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ