ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ข่าวเด่น / ไฮไลท์ ย้อนกลับ
ดร.กมลินทร์ เลขาธิการ AALCO ระบุจากเวทีนานาชาติปักกิ่ง เมื่อโลกเผชิญวิกฤต “กฎหมายระหว่างประเทศยังคงความสำคัญ เพื่อหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลโลก“
24 มิ.ย. 2569

การประชุมฟอรั่มครั้งที่ 4 ว่าด้วยประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ 4th Forum on the Developing Countries and International Law จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ Chinese Society of International Law, Wuhan University Institute of International Law และ Asia Academy of International Law

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ นักการทูต สถาบันทางกฎหมายนานาชาติ ตลอดจนผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และบุคลากรทางวิชาชีพต่าง ๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมและยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลโลก

ดร.กมลินทร์ พินิจภูวดล เลขาธิการองค์การที่ปรึกษากฎหมายแห่งเอเชียและแอฟริกา (Asian-African Legal Consultative Organization หรือ AALCO) ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ ซึ่งได้พัฒนาเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนักวิชาการ นักการทูต ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ผู้พิพากษา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนา

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีคุณค่าเป็นพิเศษ คือการจัดควบคู่ไปกับโครงการแลกเปลี่ยน ศึกษา และเสริมสร้างศักยภาพด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จีน–AALCO (China-AALCO Exchange and Research Program, CAERP) ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างจีนและ AALCO ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่ง

นับตั้งแต่มีการริเริ่มโครงการในปี 2554 (2011) โครงการดังกล่าวได้จัดการฝึกอบรมให้กับที่ปรึกษากฎหมาย นักการทูต นักวิชาการ ผู้พิพากษา และนักกฎหมายระหว่างประเทศจากประเทศสมาชิกของ AALCO - เอเชีย อาฟริกา - จำนวนมาก เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง

ความเชื่อมโยงระหว่างเวทีประชุมนี้กับโครงการ CAERP มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการประชุมได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากกว่า 70 ประเทศ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม CAERP ได้แลกเปลี่ยนโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในประเด็นสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศและธรรมาภิบาลโลก อันมีส่วนช่วยทั้งในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมาย การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบัน และความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South Cooperation)

ดร. กมลินทร์ ย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศยังมีความสำคัญ หัวข้อของการประชุมปีนี้คือ “หลักนิติธรรมระหว่างประเทศและการกำกับดูแลโลก: วิสัยทัศน์เพื่อสันติภาพและความรุ่งเรืองที่ยั่งยืน” (International Rule of Law and Global Governance: Vision for Sustaining Peace and Advancing Prosperity)

หัวข้อนี้เตือนให้เราตระหนักว่า ปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

เราอยู่ในช่วงเวลาที่ความมั่นคงระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ความขัดแย้งทางอาวุธยังคงเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังพัฒนาเร็วกว่าที่กฎหมายจะสามารถปรับตัวได้ทัน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันระหว่างประเทศ ล้วนเป็นบททดสอบสำคัญต่อความมั่นคงของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า กฎหมายระหว่างประเทศยังสามารถปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันได้หรือไม่

แต่บางทีคำถามที่สำคัญกว่านั้นอาจไม่ใช่ว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังคงมีความเกี่ยวข้องกับโลกยุคปัจจุบันหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่า เรามีความพร้อมเพียงใดที่จะร่วมกันยึดมั่นในกฎหมาย เสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมาย และทำให้หลักการเหล่านั้นเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ

“บทเรียนจากศาลนูเรมเบิร์ก”

ดร.กมลินทร์กล่าวว่า ความสำคัญของหลักนิติธรรมไม่ได้ปรากฏชัดในช่วงเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น หากแต่ปรากฏเด่นชัดที่สุดในยามวิกฤต เมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความตึงเครียดพุ่งสูงสุด และเมื่อมีแรงจูงใจให้ใช้อำนาจหรือการตอบโต้แทนการยึดมั่นในกฎหมายและความยุติธรรม

ดร.กมลินทร์ได้ยกคำกล่าวของ Robert H. Jackson หัวหน้าคณะอัยการฝ่ายสหรัฐอเมริกาในการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามที่นูเรมเบิร์ก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกล่าวว่า การที่ประเทศผู้ชนะสงครามยอมระงับความแค้น และนำศัตรูที่พ่ายแพ้มาสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎหมาย แทนที่จะตอบโต้ด้วยการแก้แค้น เป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันที่สำคัญที่สุดว่า “อำนาจได้ยอมจำนนต่อเหตุผล”

(That four great nations, flushed with victory and stung with injury,

stay the hand of vengeance and voluntarily submit their captive

enemies to the judgment of the law, is one of the most significant

tributes that Power has ever paid to Reason)

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก แต่สะท้อนถึงหลักการสำคัญของนิติธรรม นั่นคือการเลือกกฎหมายเหนืออำนาจ เหตุผลเหนือกำลัง และความยุติธรรมเหนือการแก้แค้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดและต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ

“เสียงของประเทศกำลังพัฒนาในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ”

ดร.กมลินทร์ระบุว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา หลักนิติธรรมระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นหลักประกันว่าทุกรัฐ ไม่ว่าจะมีขนาด อำนาจ หรือระดับการพัฒนาแตกต่างกันเพียงใด จะได้รับการปฏิบัติบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน

แต่กฎหมายระหว่างประเทศจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อรัฐต่าง ๆ เต็มใจเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านั้น หากปราศจากความมุ่งมั่นดังกล่าว แม้จะมีกฎเกณฑ์หรือสถาบันที่ดีเพียงใด ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้

สำหรับหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา กฎหมายระหว่างประเทศมิได้เป็นเพียงเรื่องทางวิชาการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาเอกราช อธิปไตย การพัฒนา และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในประชาคมระหว่างประเทศ

ภายหลังได้รับเอกราช ประเทศเหล่านี้มองว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่เพียงเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่ยังเป็นช่องทางในการทำให้มุมมองและประสบการณ์ของตนสะท้อนอยู่ในพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย

พัฒนาการสำคัญหลายประการของกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปลดปล่อยอาณานิคมและสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง  (Self-Determination) กฎหมายทะเล การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ล้วนได้รับอิทธิพลจากมุมมอง ประสบการณ์ และความมุ่งหวังของประเทศกำลังพัฒนา

สืบทอดจิตวิญญาณแห่งบันดุง

ในหลายมิติ วัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้สะท้อนอุดมการณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นในการประชุม Bandung Conference เมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ดร.กมลินทร์กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของเวทีแห่งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของการประชุมบันดุงเมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อน ที่เชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรเป็นเพียงผู้ถูกกำหนดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ควรเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

ในช่วงเวลาที่การเมืองโลกเต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับการกำกับดูแลโลก ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีบทบาทในการปฏิรูปกฎหมายระหว่างประเทศ

เป้าหมายไม่ใช่การแบ่งโลกออกเป็นค่ายที่แข่งขันกัน แต่คือการทำให้ระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศมีความเป็นสากล ครอบคลุม และตอบสนองต่อผลประโยชน์ของทุกประเทศอย่างแท้จริง

มองไปข้างหน้ากับทิศทางธรรมาภิบาลโลก

ดร.กมลินทร์ ย้ำว่า ตลอดสองวันของการประชุม ผู้เข้าร่วมฯ จะมีโอกาสร่วมกันแลกเปลี่ยนและพิจารณาประเด็นสำคัญหลายประการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและธรรมาภิบาลโลก

การอภิปรายเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจทั้งความท้าทายที่ระบบกฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญ และทิศทางของการกำกับดูแลโลกในอนาคต

ท้ายที่สุด กฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎเกณฑ์หรือข้อบททางกฎหมาย แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถจัดการกับความเห็นที่แตกต่าง เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมกันรับมือกับความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง

นอกจากนี้ เวทีประชุมยังเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาได้สะท้อนบทบาทของตนเอง ไม่เพียงในฐานะผู้มีส่วนร่วมในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในฐานะผู้ร่วมกำหนดอนาคตของระบบดังกล่าวด้วย

ดร.กมลินทร์กล่าวว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 70 ปีของ AALCO องค์กรที่ถือกำเนิดจากจิตวิญญาณแห่งบันดุงและความร่วมมือเอเชีย-แอฟริกา โดยมีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาท มีมุมมอง และมีเสียงในการกำหนดพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคต

ตลอดการประชุมครั้งนี้ จะไม่เพียงหารือเกี่ยวกับบทบาทของกฎหมายระหว่างประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังจะร่วมกันพิจารณาว่า นักกฎหมาย สถาบันทางกฎหมาย และประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคตได้อย่างไร

กฎหมายระหว่างประเทศอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหาที่โลกกำลังเผชิญ แต่หากปราศจากกฎหมายระหว่างประเทศ ปัญหาหลายประการเหล่านั้นย่อมยากต่อการแก้ไขมากยิ่งขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เป็นหุ้นส่วนสำคัญของ AALCO ในการส่งเสริมกฎหมายระหว่างประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนานักกฎหมายระหว่างประเทศรุ่นใหม่จากเอเชียและแอฟริกา

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์จากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางหลักนิติธรรม และหลักธรรมาภิบาล ให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันโลก

การประชุมฟอรัมครั้งที่ 4 ว่าด้วยประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ 4th Forum on the Developing Countries and International Law จัดขึ้น ณ โรงแรมคราวน์ พลาซ่า ปักกิ่ง เฉาหยาง ยู-ทาวน์ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 24–25 มิถุนายน 2026

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-30 มิถุนายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
29 พ.ค. 2569
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับคนกรุงเทพมหานคร ที่จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร (สก.) กันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะปิดรับสมัคร ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที...