ที่แท้บริษัทยักษ์ใหญ่นำเข้าจาก กทม.จากสัญญาพบต้องทนเหม็นไปถึงปี 2583
จากกรณีมีผู้ร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ว่าชาวบ้านในพื้นที่ที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงงานกำจัดขยะของบริษัทเอกชนรายใหญ่ในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลหนองไผ่ อำเภอห้วยกระเจา จังกาญจนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเสียและขยะส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณในรัศมี 500 เมตร จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเป็นการเร่งด่วน
.
โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย.69 เวลาประมาณ 16.00 น.นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมายให้นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยนาย กรกรณ์ อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ประสานงานกับ นางสาวภัทราภรณ์ แนวศิริ นายอำเภอห้วยกระเจา พันตำรวจเอกอุรุพงษ์ ดีพิจารณ์ ผู้กำกับ สภ.ห้วยกระเจา และผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 ผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัด สรรพากรพื้นที่กาญจนบุรี ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังไผ่ เจ้าหน้าที่ อบต. ผู้แทนศุลกากรสังขละบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือก่อนที่จะเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียน
.
เบื้องต้นพบว่าบริษัทฯดังกล่าวประกอบกิจการรับจ้างกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไปโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ และประกอบกิจกาเก็บและขนขยะมูลฝอยทั่วไปโดยทำเป็นธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการตาม พรบ.สาธารณสุข จากองค์การบริหารส่วนตำบลวังไผ่
.
และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในโรงงานกำจัดขยะเนื้อที่ประมาณ 76 ไร่ พบว่า สถานประกอบการมีการจัดการขยะโดยผ่านกระบวนการคัดแยกและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน รวมทั้งมีระบบฝังกลบขยะเชิงวิศวกรรม (Engineered Landfill)
.
ขณะตรวจสอบนั้นปรากฏว่าลมได้พัดนำพากลิ่นเหม็นโชยมาจากบริเวณบ่อฝังกลบที่นำขยะมากองเอาไว้อย่างน้อย 50,000 ตัน กลิ่นเหม็นลอยไปตามทิศทางลม ประชาชนที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร ต่างก็ได้รับผลกระทบเกือบทุกหลังคาเรือน อีกทั้งยังพบว่าผู้ประกอบการได้มีการล้าง คัดแยกขยะถุงพลาสติก และนำมาบดเป็นเศษพลาสติกเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง จากกลิ่นที่ค่อนข้างเหม็นคณะเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบต่างสวมหน้ากากอนามัยอย่างมิดชิด มีเพียงตัวแทนของบริษัทฯที่ออกมาต้อนรับและนำพาตรวจสอบสถานที่ภายในโรงงานเท่านั้นที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยป้องกันกลิ่น คาดว่าน่าจะเคยชินกลับกลิ่นดังกล่าวแล้วเพราะคลุกคลีมานาน
.
ทั้งนี้นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้สั่งการให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังไผ่ ในฐานะเจ้าของพื้นที่และผู้ออกใบอนุญาต ให้บังคับใช้กฎหมายในส่วนที่ทางผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามข้อบังคับในใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด โดยประสานกับสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรีและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี ในการบังคับใช้ข้อกฎหมาย
.
ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ ประสานขอรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ว่าผู้ประกอบการได้เสียภาษีรายได้ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร และให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการตรวจสอบการขอใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 อย่างละเอียด หากพบว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานจะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยการสั่งให้หยุดประกอบกิจการจนกว่าจะได้รับอนุญาต
.
ในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการรับขนขยะจากกรุงเทพมหานคร มากำจัดที่ปลายทางที่ตำบลวังไผ่ อำเภอห้วยกระเจา ได้ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการประสานกรุงเทพมหานครเพื่อขอข้อมูลรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาในการรับกำจัดขยะของบริษัทผู้ประกอบการ ว่าได้ดำเนินการตามสัญญาหรือไม่
.
รายงานว่าจากการตรวจสอบข้อมูลที่มาของขยะพบว่า บริษัทดังกล่าวรับขยะมาจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร มากำจัดวันละ 1,000 ตัน โดยจะมีการแยกไปรีไซเคิล เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงปูนซีเมนต์ (RDF) ที่เหลืออีกประมาณ 20% นำไปฝังกลบ
.
สำหรับแนวทางการปฏิบัติของบริษัทฯคู่สัญญา ต้องดำเนินโครงการตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 และตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ระยะเวลาดำเนินการ 23 ปี (2561-2583) ระยะเวลาจ้าง 20 ปี เริ่มขนขยะมาจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 8 พฤษภาคม 2585 ยังคงเหลือระยะเวลาอย่างน้อยอีก 16 ปี ที่ผ่านมาจังหวัดกาญจนบุรียังไม่สามารถแก้ไขปัญหาขยะที่ล้นเมืองด้วยตัวเองได้เลย แต่จะต้องมารองรับขยะจาก กทม.โดยมีบริษัทเอกชนรายใหญ่เป็นนายทุน หากชาวบ้านในพื้นที่ยังประสบปัญหาเช่นนี้ต่อไป เชื่อว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้หน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจโดยเฉพาะ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อร้องเรียนและขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อีกต่อไป
////////////////////
ทีมข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์