แม้สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดฉะเชิงเทรา จะเริ่มคลี่คลาย แต่ชาวบ้านหมู่ 10 ต.สาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว ยังต้องทนอยู่กับน้ำเน่าขังริมคลองแสนแสบสูง 30–80 เซนติเมตร นานกว่า 1 เดือน แถมปลิงชุกชุมจนแม้แต่สุนัขยังถูกกัด ตอนนี้หนักสุดหลังน้ำเริ่มเน่า ย่ามค่ำคืนถูกยุงรุมกัดตลอดคืน ขณะที่ยายวัย 75 ปี สูญเสียต้นบอนสีที่ปลูกขายเป็นรายได้เลี้ยงชีพแม้ยกหนีน้ำแล้วแต่ก็ตายหมด วอนหน่วยงานเร่งช่วยเหลือให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จะเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลงในทุกอำเภอ แต่ยังมีประชาชนบางส่วนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมขังที่ยังไม่สามารถระบายออกได้ โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 10 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนตั้งอยู่ติดริมคลองแสนแสบ เขตติดต่อหนองจอก กรุงเทพฯ และพบว่ายังมีน้ำท่วมขังตามบ้านเรือนหลายสิบหลังคาเรือนตลอดแนวคลอง
จากการสำรวจพบว่า ระดับน้ำท่วมขังอยู่ที่ประมาณ 30–80 เซนติเมตร แม้จะไม่สูงเท่าช่วงวิกฤต แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากน้ำไม่สามารถระบายออกได้ ขณะที่น้ำรอบบ้านเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ มีตะไคร่น้ำและเศษหญ้าวัชพืชเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน โดยชาวบ้านต้องนำไม้ยูคาลิปตัสมาพาดบนลัง ทำเป็นสะพานชั่วคราวสำหรับเดินเข้าออกบ้านแทนการเดินลุยน้ำ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีปลิงชุกชุมอย่างมาก แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ก็ยังถูกปลิงเกาะกัดจนต้องใช้น้ำส้มช่วยนำปลิงออกจากตัว
น.ส.บุษบา กิจวาส อายุ 75 ปี ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่า ตลอดช่วงที่น้ำท่วมมีปลิงจำนวนมาก บางครั้งลูกหลานที่เดินลุยน้ำเข้าออกบ้านก็ถูกปลิงเกาะตามขา ขณะที่สุนัขที่เลี้ยงไว้ก็ถูกปลิงกัดเช่นกัน ทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังอย่างมาก ไม่กล้าเดินลุยน้ำโดยไม่จำเป็น นอกจากปัญหาปลิงและน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักคือยุงที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หากไม่เปิดพัดลมหรือใช้ยากันยุงแทบไม่สามารถนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านได้ เพราะถูกยุงกัดจนเป็นตุ่มเต็มตัว แม้จะมีการนำยากันยุงมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านแล้ว แต่ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
นางบุษบา ยังเปิดเผยด้วยว่า เดิมทีลูกของตน ได้ปลูกต้นบอนสีไว้ขายเป็นรายได้เสริม วันหนึ่งขายได้ประมาณ 5–6 ต้น แม้จะไม่ได้มีรายได้มากมาย แต่ก็เป็นเงินสำหรับซื้ออาหารและขนมในชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อน้ำท่วม ต้นบอนสีที่ปลูกไว้ บริเวณหน้าบ้านและที่ยกหนีน้ำขึ้นไปไว้ในบ้านกลับเน่าเสียและตายทั้งหมด อีกทั้ง ยังไม่สามารถนำต้นไม้ไปส่งขายให้ลูกค้าได้ ทำให้ขาดรายได้ไปอีกทางหนึ่งด้วย
ยายวัย 75 ปี ยังเล่าอีกว่า ที่บ้านถูกน้ำท่วมขังมานานกว่า 1 เดือน โดยระดับน้ำเพิ่งเริ่มลดลงในช่วงประมาณ 3 วันที่ผ่านมา ช่วงที่น้ำท่วมหนักต้องใช้สะพานชั่วคราวเดินเข้าออก ส่วนบางช่วงแทบไม่สามารถเดินได้ ต้องนั่งอยู่ภายในบ้านและคอยเฝ้าระวังระดับน้ำในเวลากลางคืนจนแทบไม่ได้พักผ่อน
ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 9,000 บาท ที่ได้รับมาแล้วนั้น ต้องนำไปใช้จ่ายทั้งค่ากินอยู่และชำระหนี้สิน ทำให้เงินหมดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมยังคงอยู่ ทั้งบ้านเรือนที่ยังมีน้ำขัง สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม และรายได้จากการปลูกต้นไม้ที่หายไป
นิราช ทิพย์ศรี/อาษา/ปรีญาภรณ์/จันทร์พิทักษ์ ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา รายงาน