ภายหลังจาก พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง กับพวก เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพัทยา ใน 9 ฐานความผิด จากคดีร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์ ข่มขืนกระทำชำเรา และฆ่าสองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง โดยศาลประทับรับฟ้อง คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1038/2569 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
สำหรับ 9 ฐานความผิด ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องประกอบด้วย
1.ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต
3.ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในความครอบครอง และร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์ ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต
4. ร่วมกันพาอาวุธ (ลูกระเบิด) ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร
5. ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
6. ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดเพื่อให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
7. ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน โดยแต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นตำรวจ โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อเตรียมการหรือเพื่อความสะดวก ในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด และเพื่อปกปิดความผิด หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้
8. ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยมีอาวุธปืน เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย และร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกระทำการทารุณโหดร้าย เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด และเพื่อปกปิดความผิดหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้
9. ร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตาย และเหตุแห่งการตาย
ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ศาลจังหวัดพัทยา ออกนั่งพิจารณา คดีหมายเลขดำที่ อ 1038/2569 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ กับ นายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ซึ่งเป็นการนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสอง โดยมีโจทก์และทนายความของจำเลยทั้งสองมาศาลด้วย
ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบคำให้การ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองฟังต่อหน้าทนายความ โดย นายฑณา หรือ “ป๋อง” จำเลยที่ 1 และนายธงชัย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ในฐานความผิดเกี่ยวกับ ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต
ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในความครอบครอง ,ร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธ (ลูกระเบิด) ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร รับ
สารภาพข้อกล่าวหาร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน ที่มีอำนาจกระทำการนั้น และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดเพื่อให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองยังได้ให้การรับสารภาพ ในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน โดยแต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นตำรวจ โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
แต่ปฏิเสธ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อเตรียมการหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด และเพื่อปกปิดความผิดหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้
ส่วนในความผิดฐาน “ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยมีอาวุธปืน เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย” นายฑณา หรือ “ป๋อง” จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วน “นายธง” จำเลยที่ 2 รับสารภาพ
สำหรับ ฐานความผิด “ร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย” ทั้งคู่ให้การรับสารภาพ
กรณีที่จำเลยทั้งสอง ให้การรับสารภาพ และปฏิเสธในบางฐานความผิด ศาลจึงมีคำสั่ง ให้นำคดีเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิในคดีอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และสามารถใช้สิทธิ ตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม ทั้งในส่วนของจำเลย และผู้เสียหาย
โดยแนวทางของศาลยุติธรรม ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ ของผู้เสียหายควบคู่กับผู้ต้องหาและจำเลย รวมถึงการให้ผู้เสียหาย ได้รับทราบสิทธิ และแจ้งความประสงค์เกี่ยวกับ การเยียวยาความเสียหายและการใช้สิทธิทางศาล
พร้อมกันนี้ ศาลได้มีคำสั่ง “หมายขัง”จำเลยทั้งสอง และไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณา โดยศาลเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์อุกอาจ โดยฝ่ายโจทก์คัดค้าน หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น โดยศาลนัดครั้งต่อไป เวลา 09.00 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2569
อั๋นพันดาว