โรงพยาบาลในเครือ Guangxi Medical University เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ ตั้งแต่ AI Doctor ระบบแพทย์ทางไกลและส่งต่อผู้ป่วยจีน–เวียดนาม ไปจนถึงห้องผ่าตัดแบบ One-stop ที่รวม CT การรักษาผ่านหลอดเลือด และการผ่าตัดไว้ในพื้นที่เดียว หวังต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างจีนกับอาเซียน
การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยงานทางการแพทย์ กำลังขยายจากการตอบคำถามสุขภาพไปสู่ระบบรักษา การฝึกอบรมแพทย์ และการเชื่อมต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศ โดย The First Affiliated Hospital of Guangxi Medical University ได้นำเสนอพัฒนาการด้านเทคโนโลยีการแพทย์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ตั้งแต่ระบบ Telemedicine การส่งต่อผู้ป่วยข้ามพรมแดน ไปจนถึง AI Doctor และห้องผ่าตัดอัจฉริยะสำหรับผู้ป่วยวิกฤต
โรงพยาบาลแห่งนี้มีพัฒนาการด้านการแพทย์ การศึกษา และการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง หลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โรงพยาบาลได้พัฒนาฐานการรักษาและการเรียนการสอน พร้อมบุกเบิกการรักษาในหลายสาขา
นอกจากการรักษาผู้ป่วยภายในประเทศแล้ว โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์จากต่างประเทศ
ในปี 1978 โรงพยาบาลเริ่มรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านการแพทย์ และในช่วงปี 1978-1996 มีนักศึกษาแพทย์ต่างชาติจากเกือบ 15 ประเทศ รวมกว่า 180 คน เข้ามาศึกษาและฝึกอบรม
ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โรงพยาบาลยังรับฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์จากกว่า 18 ประเทศ ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันยังนำศูนย์จำลองทางการแพทย์ หรือ Medical Simulation Center มาใช้เพื่อฝึกทักษะทางคลินิกและการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์
เชื่อมจีน–เวียดนาม ส่งต่อผู้ป่วยข้ามแดน
อีกหนึ่งด้านที่โรงพยาบาลให้ความสำคัญคือความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะการนำระบบ Telemedicine และแพลตฟอร์มการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศมาใช้
ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว โรงพยาบาลสามารถให้คำปรึกษาทางการแพทย์ออนไลน์ นัดหมายเข้ารับการรักษา รวมถึงประสานการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศ เชื่อมระบบออนไลน์เข้ากับการรักษาจริงในโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่ได้ยกตัวอย่างผู้ป่วยชาวเวียดนามที่ถูกส่งตัวจากเวียดนามเข้าสู่ระบบการรักษาฝั่งจีน โดยข้อมูลภาพทางการแพทย์สามารถถูกส่งและประเมินผ่านระบบก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา
หนึ่งในกรณีสำคัญเกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อผู้ป่วยชาวเวียดนามได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาชนิด A ฉีกขาดเฉียบพลัน หรือ Acute Type A Aortic Dissection ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
โรงพยาบาลระบุว่า การประสานส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่การวินิจฉัยในเวียดนามจนเข้าสู่ระบบรักษาของโรงพยาบาลใช้เวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมง และระบบลักษณะนี้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้ป่วยมาแล้วหลายร้อยราย
การพัฒนาดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดข้อจำกัดด้านระยะทางระหว่างประเทศ โดยนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้แพทย์สามารถประเมินผู้ป่วยและเตรียมแผนการรักษาก่อนที่ผู้ป่วยจะเดินทางถึงโรงพยาบาล
“Yuetan” AI Doctor เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกนำมาแสดงคือ “Yuetan” AI Doctor ซึ่งพัฒนาโดยทีมของศาสตราจารย์ Chen Jiewen จาก The First Affiliated Hospital of Guangxi Medical University
AI ดังกล่าวถูกพัฒนาบนฐานความรู้จากกรณีศึกษาทางคลินิกสำหรับการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านด้านระบบทางเดินปัสสาวะ
เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่โรคมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ต่อมลูกหมาก เวชศาสตร์บุรุษ ไปจนถึงการผ่าตัดซ่อมสร้าง รวมถึงสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษา ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์
ผู้ใช้งานสามารถพูดคำถามผ่านไมโครโฟนโดยตรง จากนั้น AI จะโต้ตอบและซักถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อายุ อาการ หรือปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะ ก่อนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนา AI ลักษณะนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเป็นเครื่องมือตอบคำถาม แต่ยังถูกนำไปเชื่อมกับองค์ความรู้ทางคลินิกและการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ห้องผ่าตัด One-stop รวม CT–Intervention–Surgery
นอกจาก AI แล้ว เทคโนโลยีอีกส่วนที่มีบทบาทโดยตรงต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย คือห้องผ่าตัดแบบบูรณาการ ซึ่งรวมเครื่อง CT แบบเคลื่อนที่ เครื่องสำหรับตรวจและรักษาหลอดเลือด และเตียงผ่าตัดแบบเคลื่อนที่ไว้ในพื้นที่เดียวกัน
เครื่อง CT สามารถเคลื่อนผ่านรางที่ติดตั้งเหนือห้อง เพื่อสแกนร่างกายผู้ป่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเตียงผ่าตัด
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการลด “กำแพงระหว่างพื้นที่” ที่ในอดีตแยกการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ การรักษาผ่านหลอดเลือด และการผ่าตัดออกจากกัน
ในกรณีผู้ป่วยหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด เดิมผู้ป่วยอาจต้องถูกย้ายจากแผนกรังสีวิทยาเพื่อทำ CT ไปยังห้องทำหัตถการ Interventional และหากอาการซับซ้อนก็อาจต้องถูกย้ายต่อไปยังห้องผ่าตัดอีกครั้ง
ทุกขั้นตอนของการเคลื่อนย้ายหมายถึงเวลาที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยฉุกเฉินที่ทุกนาทีมีความสำคัญ
แต่ในระบบใหม่ ผู้ป่วยสามารถอยู่บนเตียงเดิม ขณะที่แพทย์ใช้ CT เพื่อระบุตำแหน่งรอยโรคก่อนการรักษา จากนั้นสามารถเริ่มหัตถการผ่านหลอดเลือดได้ทันที
หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการซับซ้อนและต้องได้รับการผ่าตัด ห้องเดียวกันสามารถเปลี่ยนเข้าสู่โหมดศัลยกรรมได้โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังห้องอื่น
เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้กับการรักษาผู้ป่วยซับซ้อนและวิกฤตในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือดใหญ่ ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ รวมถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบ One-stop
เจ้าหน้าที่พยาบาลห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลระบุว่า การรวมระบบต่าง ๆ ไว้ในพื้นที่เดียวไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แต่ยังช่วยลดเวลาที่สูญเสียไประหว่างขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤต
จากเทคโนโลยีในโรงพยาบาล สู่ความร่วมมือจีน–อาเซียน
ทิศทางการพัฒนาของโรงพยาบาลสะท้อนภาพการแพทย์สมัยใหม่ที่ไม่ได้แยก AI ระบบดิจิทัล และอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกจากกัน แต่กำลังนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประกอบเป็นระบบเดียว ตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนเข้ารับการรักษา การส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ การวินิจฉัย ไปจนถึงการผ่าตัดและดูแลผู้ป่วยวิกฤต
สำหรับประเทศอาเซียน ระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างจีนกับเวียดนามถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการนำเทคโนโลยีมาลดอุปสรรคจากพรมแดนและระยะทาง
ขณะที่โรงพยาบาลมองว่า ห้องผ่าตัดแบบบูรณาการ เทคโนโลยี AI และระบบ Telemedicine สามารถต่อยอดเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนในอนาคต ทั้งในด้านการรักษาผู้ป่วย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรมบุคลากร และการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกัน
เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน และใช้เทคโนโลยีช่วยให้บริการทางการแพทย์สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่คนละเมืองหรือคนละประเทศก็ตาม
มณีนาถ อ่อนพรรณา เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงสาธารณรัฐประชาชนจีน