1.ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าปัญหาการศึกษาไทยที่เราต้องกล้าถามกันตรง ๆ คือ เงินที่รัฐใช้เพื่อการศึกษาในแต่ละปี ควรไหลไปที่ไหน ระหว่าง “ระบบราชการ” กับ “ตัวเด็กนักเรียน”?
2.ที่ผ่านมา การจัดการศึกษาของไทยมีลักษณะ Supply Side อย่างมาก กล่าวคือ รัฐเป็นผู้ตั้งโรงเรียน จัดบุคลากร กำหนดงบประมาณ กำหนดหลักสูตร กำกับครู กำกับผู้บริหาร และสร้างหน่วยงานขึ้นมาควบคุมเป็นชั้น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างจึงมีทั้งกระทรวง ส่วนกลาง สำนักงานปลัด สำนักงานคณะกรรมการ หน่วยงานระดับพื้นที่ ตลอดจนองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับวิชาชีพและบริหารบุคลากรหลายส่วน ปัจจุบันโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการเองประกอบด้วยหน่วยงานส่วนกลางหลายองค์กร และงบประมาณปี 2570 ก็ยังถูกจัดผ่านโครงสร้างหน่วยงานเหล่านี้เป็นหลัก
3.กระผมเสนอให้เรากลับวิธีคิดเสียใหม่ จาก Supply-side financing ไปสู่ Demand-side financing หลักการนี้ง่ายมาก คือ “เงินของรัฐต้องตามเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กตามเงินของรัฐ” เด็กทุกคนควรได้รับสิทธิทางการศึกษาจากรัฐโดยตรง อาจเรียกว่า Education Voucher หรือเงินอุดหนุนรายหัวตามตัวผู้เรียน เมื่อเด็กเลือกเรียนที่ใด เงินจึงตามเด็กไปที่โรงเรียนนั้น โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนท้องถิ่น หรือโรงเรียนเอกชนที่ผ่านมาตรฐาน สามารถเข้าร่วมระบบภายใต้กติกาเดียวกันได้
4.ผลที่คาดหวังคืออำนาจตัดสินใจจะค่อยๆ เคลื่อนจากส่วนกลางกลับไปสู่นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน และครู โรงเรียนที่จัดการศึกษาดี ผู้ปกครองเชื่อถือ ก็จะมีนักเรียนเลือกมากขึ้น โรงเรียนที่มีปัญหาจะได้รับแรงกดดันให้ปรับปรุงคุณภาพ งานของ OECD ระบุว่า school choice สามารถสร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนแข่งขันด้านคุณภาพได้ แต่หลักฐานว่าการแข่งขันจะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ยังไม่เด็ดขาด ดังนั้นหัวใจอยู่ที่การออกแบบระบบ ไม่ใช่เพียงการแจก voucher อย่างเดียว เพราะฉะนั้น Demand Side ของไทยต้องมี 4 หลักประกัน (4.1) เงินต้องตามตัวเด็กจริงรัฐบาลกำหนดเงินอุดหนุนขั้นพื้นฐานต่อคน แล้วโอนตามทะเบียนนักเรียน ไม่ใช่จัดสรรจากจำนวนตำแหน่ง หน่วยงาน หรือประวัติการได้รับงบประมาณของสถานศึกษา (4.2) เด็กยากจนต้องได้รับเงินมากกว่าเด็กทั่วไป ไม่ควรเป็น voucher ราคาเดียวกันทั้งหมด เด็กยากจน เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ห่างไกล และเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษ ควรได้รับคุณภาพสูงกว่า OECD เสนอ weighted funding เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ school choice จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และพบว่าระบบ universal voucher อาจมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจสังคมระหว่างโรงเรียนสูงกว่าระบบ voucher ที่มุ่งช่วยกลุ่มเป้าหมาย (4.3) โรงเรียนที่รับเงินภาษีประชาชนต้องเปิดเผยผลลัพธ์ต้องบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า เด็กอ่านออกเขียนได้เพียงใด, คณิตศาสตร์เป็นอย่างไร, ภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร, เด็กจบแล้วไปศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพอย่างไร ไม่ควรวัดด้วยจำนวนเอกสารที่โรงเรียนส่งให้กระทรวงเราต้องวัด ผลสัมฤทธิ์ของเด็ก (4.4) ต้องป้องกันโรงเรียนเลือกเฉพาะเด็กเก่งหรือเด็กฐานะดี ถ้าเราให้เงินตามเด็ก แต่ปล่อยให้โรงเรียนที่ได้รับเงินรัฐคัดเฉพาะเด็กที่ได้เปรียบ ระบบจะสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น OECD พบว่า school choice ที่ไม่มีมาตรการป้องกัน สามารถเพิ่มการแบ่งแยกนักเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจและผลการเรียนได้ จึงต้องมีกฎเรื่องการรับนักเรียนและการให้เงินเพิ่มเติมแก่เด็กด้อยโอกาส
5. จากนั้นจึงต้องทำเรื่องที่สำคัญอีกด้านหนึ่งพร้อมกัน คือ ลดขนาดระบบราชการการศึกษา เมื่อเงินตามเด็กโดยตรงแล้ว หน่วยงานส่วนกลางไม่จำเป็นต้องทำงานควบคุมรายละเอียดทุกเรื่องเหมือนเดิม หน้าที่กระทรวงศึกษาธิการควรเหลือเรื่องหลัก คือ กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ วัดผล เปิดเผยข้อมูล ดูแลความเสมอภาค และคุ้มครองเด็ก ส่วนการบริหารโรงเรียน ให้โรงเรียนและพื้นที่มีอิสระมากขึ้น การพัฒนาครู ให้โรงเรียนและครูตัดสินใจตามความต้องการจริง หน่วยงานใดทำหน้าที่ซ้ำกันควรรวมกันขั้นตอนใดที่มีไว้เพียงเพื่อส่งเอกสารขึ้นลงระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ควรยกเลิกตำแหน่งและหน่วยงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กโดยตรงควรได้รับการทบทวน
6. กระผมจึงไม่ได้เสนอเพียงว่า “เพิ่มงบการศึกษา” แต่กำลังเสนอว่า"เปลี่ยนทิศทางของเงินการศึกษา” เงินหนึ่งบาทที่เราลดจากการบริหารส่วนกลาง ควรกลับไปเป็นเงินสำหรับนักเรียน ห้องเรียน ครู และโรงเรียน World Bank ชี้ว่าการให้เงินหรือแรงจูงใจไปยังนักเรียนและครอบครัวโดยตรงสามารถช่วยลดข้อจำกัดทางการเงินและเพิ่มการเข้าเรียนได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแบบเงื่อนไขให้เหมาะสม
7. สุดท้าย การปฏิรูปการศึกษาไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “กระทรวงต้องตั้งหน่วยงานอะไรเพิ่ม?” แต่ควรเริ่มด้วยคำถามว่า "เด็กไทยต้องการอะไร?” เปลี่ยนจากกระทรวงเป็นศูนย์กลาง → เป็นเด็กเป็นศูนย์กลาง, เปลี่ยนจาก Supply Side → Demand Side, เปลี่ยนจากเงินตามหน่วยงาน → เป็นเงินตามนักเรียน, เปลี่ยนจากควบคุมโรงเรียน → เป็นให้อิสระพร้อมความรับผิดชอบ, และเปลี่ยนจากวัดจำนวนโครงการและเอกสาร → เป็นวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็ก
8.ถ้าเราทำเช่นนี้อย่างมีระบบ พร้อมมาตรการป้องกันความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยก็จะมีโอกาสใช้เงินการศึกษาได้คุ้มค่าขึ้น ลดโครงสร้างราชการที่ซ้ำซ้อน และทำให้การแข่งขันของสถานศึกษามุ่งไปที่สิ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือ เด็กไทยต้องเรียนรู้ได้ดีขึ้น ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช กล่าว