ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ความสัมพันธ์ไทย - จีน และ เศรษฐกิจเพื่อนบ้าน ย้อนกลับ
บทจ. รุ่นที่ 3 เชิญ “ไพศาล พืชมงคล” วิเคราะห์การค้าไทย–จีน–กัมพูชา ท่ามกลางโลกหลายขั้ว ย้ำไทยรักษาสมดุล ไม่เลือกข้างมหาอำนาจ
22 ส.ค. 2569

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดการบรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ในหัวข้อ “ไทย-จีน-กัมพูชา กับความสัมพันธ์ด้านการค้า” โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ไพศาล พืชมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการค้าระหว่างประเทศ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เป็นวิทยากร ถ่ายทอดมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางประเทศไทย แก่ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนชั้นนำ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร

ไพศาลชี้โลกเปลี่ยนสู่หลายขั้ว จีนมีบทบาทเพิ่ม ไทยต้องวางจุดยืนอย่างรอบคอบ

อาจารย์ไพศาลกล่าวถึงสถานการณ์โลกว่า โครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกขั้วเดียวไปสู่โลกหลายขั้ว โดยมีจีน รัสเซีย และกลุ่มประเทศต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ครอบคลุมทั้งการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี ความมั่นคง การทหาร และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายจากความพยายามของหลายประเทศในการสร้างความร่วมมือและระบบทางเลือกมากขึ้น

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวทีโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรพยายามรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาคผ่านยุทธศาสตร์อินโด–แปซิฟิก ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจมีความซับซ้อนมากขึ้น และกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยต้องกำหนดท่าทีอย่างรอบคอบ

อาจารย์ไพศาลมองว่า ประเทศไทยไม่ควรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจนสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดนโยบายของตนเอง แต่ควรรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศ โดยมีผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก

ย้ำความสัมพันธ์ไทย–จีนเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การค้า การลงทุน ถึงเกษตรกร

สำหรับความสัมพันธ์ไทย–จีน อาจารย์ไพศาลชี้ว่า จีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งจีนเป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทยหลายประเภท เช่น ทุเรียนและผลไม้ไทย

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระดับรัฐบาลหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เชื่อมโยงโดยตรงไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในระดับฐานราก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ต้องอาศัยตลาดและระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

อาจารย์ไพศาลยังให้ความสำคัญกับระบบโลจิสติกส์และเส้นทางการขนส่ง โดยระบุว่า แม้ตลาดปลายทางจะมีความต้องการสินค้าไทย แต่หากเกิดข้อจำกัดด้านการขนส่ง ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือใช้ระยะเวลานานเกินไป ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีข้อจำกัดด้านอายุและคุณภาพ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าและระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

พร้อมกันนี้ อาจารย์ไพศาลเตือนว่า หากความสัมพันธ์ไทย–จีนเกิดความตึงเครียด ผลกระทบอาจขยายไปยังหลายภาคส่วน ทั้งการส่งออกสินค้า ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว การลงทุน ตลอดจนธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจีน จึงจำเป็นต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

มองไทย–กัมพูชาผ่านมิติภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ต้องใช้การทูตป้องกันความขัดแย้งขยายวง

ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา อาจารย์ไพศาลเสนอว่า การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศควรมองควบคู่กับบริบทภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนที่มีความใกล้ชิดในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง

ดังนั้น หากปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาขยายตัวจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง ก็อาจมีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องและทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น การแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศจึงควรให้ความสำคัญกับการเจรจา การทูต และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

อาจารย์ไพศาลระบุว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังสามารถกระทบต่อการค้า การลงทุน การเดินทาง การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ยกบทเรียนสงคราม ชี้ศักยภาพทางทหารไม่ใช่หลักประกันของชัยชนะ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการบรรยาย อาจารย์ไพศาลยกตัวอย่างสงครามในอดีต ทั้งสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และสงครามอัฟกานิสถาน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การมีเทคโนโลยีหรือศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายของสงครามได้เสมอไป เนื่องจากผลลัพธ์ของความขัดแย้งยังขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ ภูมิประเทศ กำลังคน การส่งกำลังบำรุง และความสามารถในการดำเนินปฏิบัติการในระยะยาว

จากบทเรียนดังกล่าว อาจารย์ไพศาลตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของประเทศไทยในการเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะเมื่อไทยไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรงที่จะต้องเข้าสู่สงคราม พร้อมเสนอว่า ประเทศไทยควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น และใช้การทูต การเจรจา และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ย้ำไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง รักษาความสัมพันธ์กับจีน–สหรัฐฯ ควบคู่กัน

อาจารย์ไพศาลย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หรือเลือกจีนเป็นพันธมิตรเพียงฝ่ายเดียว แต่ไทยควรรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายอย่างสมดุล สามารถทำการค้ากับจีน รับการลงทุนจากจีน และร่วมมือกับจีนในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกได้

หัวใจสำคัญคือประเทศไทยต้องสามารถกำหนดทิศทางนโยบายของตนเอง โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ปล่อยให้มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศไทย

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งอาจารย์ไพศาลมองว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยไม่สร้างศัตรูกับมหาอำนาจโดยไม่จำเป็น เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ไทยสามารถรักษาความเป็นอิสระของประเทศมาได้ โดยหลักคิดที่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันคือ “ไม่เป็นศัตรูกับประเทศใด และเป็นมิตรกับประเทศต่าง ๆ โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก”

ชี้คุณภาพการเมืองไทยต้องเดินควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ชาติ

ช่วงท้ายของการบรรยาย อาจารย์ไพศาลยังกล่าวถึงปัจจัยภายในประเทศ โดยเห็นว่า การพิจารณาปัญหาของประเทศไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องของระบบการเมือง แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักการเมืองและระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชน เพราะหากผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ย่อมส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การบรรยายพิเศษครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง เศรษฐกิจ การค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในช่วงเวลาที่โครงสร้างอำนาจของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาค

สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการรักษาช่องทางการค้าและการลงทุนกับทุกฝ่าย จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–จีน ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจและทิศทางประเทศไทย พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารไทยและจีน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างเท่าทัน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญจากการบรรยายสะท้อนว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหลายขั้ว ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาสันติภาพ รักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับทุกฝ่าย ใช้การทูตในการจัดการความขัดแย้ง และรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย โดยมีผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 สิงหาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 ก.ค. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481 หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงป...