วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงานและมอบแนวทางการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ปี 2569/2570 โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ นายทรงพล สวยสม รองอธิบดีฝ่ายบริหาร ผู้บริหารกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์สภาพอากาศ ตลอดจนกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของฤดูฝน ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร
ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน แต่มีแนวโน้มทวีกำลังเป็นเอลนีโญกำลังแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 - มกราคม 2570 ส่งผลให้ปริมาณฝนในหลายพื้นที่ของประเทศอาจต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออก ส่งผลให้ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องเร่งกักเก็บน้ำในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูฝน

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,230 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศ ยังคงมีเพียงพอ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วน
สำหรับการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ มีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 13,489 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 90 ของแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝน ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีมีการเพาะปลูกแล้ว 14.61 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 86 ของแผน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทานได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต โดยคำนึงถึงความสมดุลของการใช้น้ำในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำชลประทานเกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าสูงสุด ควบคู่ไปกับการดำเนินการตาม 9 มาตรการรองรับฤดูฝน ปี 2569 อย่างเข้มข้น
ในส่วนของการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด
