ผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย–จีน รุ่นที่ 3 ถอดบทเรียนหลังการศึกษาดูงานจีน ชี้ทิศทางเศรษฐกิจอากาศ–ระบบคมนาคมแห่งอนาคตกำลังมา
คณะผู้เข้าอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และ China Media Group ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 15–18 มีนาคม 2569 โดยภายหลังเดินทางกลับประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมทั้ง 4 กลุ่ม เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงลึกและมองทิศทางธุรกิจไทยในบริบทโลกอนาคต
การศึกษาดูงานในครั้งนี้มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ของจีน หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเข้าเยี่ยมชมบริษัทชั้นนำด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีการบิน พร้อมเรียนรู้แนวคิด “Low-altitude Economy” หรือเศรษฐกิจในระดับความสูงต่ำ ซึ่งจีนกำลังผลักดันอย่างจริงจังในฐานะอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต
ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง ทั้งในมิติของการออกแบบนวัตกรรม การพัฒนาเชิงธุรกิจ และทิศทางของระบบคมนาคมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ “อากาศยานไร้คนขับสำหรับโดยสาร” ซึ่งถูกพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายผ่านระบบอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถสั่งขึ้น–ลงได้ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมด้วยจอยสติ๊กได้ในกรณีต้องการควบคุมด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่ผสานความสะดวกและความปลอดภัยเข้าด้วยกัน
ในด้านความปลอดภัย เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีระบบสำรอง เช่น การใช้ใบพัดหลายชุด เพื่อให้ยังสามารถทำงานได้แม้เกิดความขัดข้องบางส่วน รวมถึงการกำหนดเส้นทางบินและจุดขึ้น–ลงอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานในการใช้งาน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินรูปแบบใหม่

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น ระบบ “Land Aircraft Carrier” ซึ่งเป็นการรวมยานพาหนะภาคพื้นดินเข้ากับโดรน โดยรถยนต์สามารถบรรทุกโดรนและทำหน้าที่เป็นสถานีชาร์จเคลื่อนที่ เมื่อถึงจุดหมาย โดรนสามารถถูกปล่อยออกไปปฏิบัติภารกิจได้ทันที อีกทั้งยังมีแนวคิด “รถยนต์บินได้” ที่ออกแบบให้สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนถนนและในอากาศ โดยมีระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบความปลอดภัยรองรับ
แนวคิด “Low-altitude Economy” ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผู้โดยสารระยะสั้น การขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ การกู้ภัย และภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งล้วนเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อากาศระหว่างพื้นดินกับการบินพาณิชย์ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
จากการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ ผู้เข้าร่วมพบว่า บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจำหน่ายอากาศยานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ระบบคมนาคมทางอากาศครบวงจร” หรือ Ecosystem ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน เช่น จุดขึ้น–ลง ระบบควบคุมการบิน การจัดการเส้นทาง และแพลตฟอร์มให้บริการ โดยมีลักษณะคล้ายกับแพลตฟอร์มขนส่งในยุคดิจิทัลที่เน้นการสร้างเครือข่ายมากกว่าการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้า แต่ยังมีข้อจำกัดในเชิงการใช้งานจริง เช่น ระยะเวลาการบินที่ยังอยู่ในช่วงประมาณ 20–30 นาที ข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการควบคุมจากภาคพื้น รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงและความร้อนจากระบบ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและความปลอดภัยที่ทำให้การใช้งานยังอยู่ในลักษณะพื้นที่ทดลอง หรือ Sandbox เป็นหลัก
ในมุมมองเปรียบเทียบ ผู้เข้าร่วมบางส่วนสะท้อนว่า ประเทศไทยเองมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีโดรน โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง เช่น การลาดตระเวน การตรวจจับไฟป่า และภารกิจทางทหาร แต่ยังมีความแตกต่างสำคัญในเชิงนโยบาย โดยจีนมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ขณะที่ประเทศไทยยังคงเน้นด้านการควบคุมและความมั่นคงเป็นหลัก อีกทั้งข้อจำกัดด้านกฎหมายยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรม
ประเด็นด้านกฎหมายจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานจริง โดยจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลอย่างรัดกุม ทั้งในเรื่องการขึ้นทะเบียนอากาศยาน การออกใบอนุญาตผู้ควบคุม การกำหนดพื้นที่และเส้นทางการบิน รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ และการกำหนดความรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนระบบประกันภัยที่ยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับสำหรับโดยสารกำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงจุดที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแพร่หลาย โดยในปัจจุบันยังคงเป็นเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มเฉพาะ และต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาอีกระยะหนึ่ง
ข้อสังเกตสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “คุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอากาศยาน แต่คือระบบคมนาคมทางอากาศทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลัง” ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
ในอนาคต หากเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถพัฒนาไปถึงจุดที่ใช้งานได้จริงในวงกว้าง จะส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมและโครงสร้างเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการลดปริมาณรถบนถนน การเพิ่มความรวดเร็วในการเดินทาง และการออกแบบเมืองรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนสู่จุดนั้นยังต้องอาศัยการบูรณาการทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และการยอมรับจากสังคม
การถอดบทเรียนในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของจีนในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้บริหารและสื่อมวลชนไทยรุ่นใหม่ในการมองอนาคตของเศรษฐกิจและธุรกิจในระดับโลก โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ก่อนการถอดบทเรียนได้มีการสอนภาษาจีน โดย อ.หยาง ฉางเจียง จากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เพื่อปูพื้นฐานทักษะภาษาจีนให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมอีกด้วย