หลังจากที่บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถอยการลงทุนในเวียดนามได้มีความชัดเจนถึงการปรับแผนการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดย OR ทยอยปิด Café Amazon ในเวียดนามที่แข่งขันธุรกิจกาแฟรุนแรง จนกระทั่งเดือน พ.ย.2568 OR ยุติการร่วมทุน “ORCG” ในเวียดนาม
ล่าสุดมีความชัดเจนต่อแผนการลงทุนกัมพูชาที่อยู่ในเงื่อนไขต้องทบทวนการลงทุน หลังก่อนหน้านี้ OR เคยประกาศให้กัมพูชาเป็นบ้านหลังที่ 2 แต่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีผลต่อธุรกิจในกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจช่วง 5 ปีข้างหน้า จะไม่ขยายตัวเชิงปริมาณแบบเดิม แต่จะ “คัดกรองคุณภาพ” ของการลงทุน เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดขององค์กรและผู้ถือหุ้น ท่ามกลางบริบทโลกที่ไม่แน่นอนและการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา OR ขยายลงทุนหลายประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาว แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ต้องทบทวนเชิงลึกถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการทำกำไร
"ยุทธศาสตร์ใหม่ คือ Concentrate จะไม่มอง Global เป็นการขยายจำนวนประเทศ แต่จะมองรายประเทศ (Country by Country) ที่ไหนแข็งแรง ที่ไหนไปต่อได้ และที่ไหนควรชะลอหรือปรับรูปแบบ”
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว OR ได้วางกรอบการตัดสินใจลงทุนในต่างประเทศไว้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่
1.คัดกรองประเทศที่ทำกำไรชัดเจน ต้องมีศักยภาพเชิงตลาด โครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ และสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
2.ชะลอหรือหยุดลงทุนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะประเทศที่เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้ง หรือข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
3.เน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ ลดต้นทุน เพิ่ม Productivity และปรับโมเดลธุรกิจให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละประเทศ
“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ สะท้อนมุมมองเชิงอนุรักษนิยมมากขึ้น (Conservative Growth) ของ OR ที่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด ความมั่นคง และผลตอบแทน มากกว่าการเติบโตเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว”
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือการดำเนินธุรกิจของ OR ในกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นตลาดที่เผชิญแรงกดดันหนักที่สุดในพอร์ต Global ณ เวลานี้ โดยยอดขายในกัมพูชาลดลงถึง 30-40% จากช่วงก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งสถานการณ์ความไม่สงบ ปัญหากำลังซื้อภายในประเทศ และความท้าทายเชิงโครงสร้างตลาด
“เราต้องยอมรับความจริงว่าธุรกิจในกัมพูชากำลังเผชิญความยากลำบากและไม่สามารถใช้สูตรเดิม ๆ ได้อีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม OR จึงได้กำหนดมาตรการ 3 ขั้นตอนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่
ขั้นที่ 1 ประเมินการลงทุนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเงิน ความเสี่ยง และศักยภาพการฟื้นตัว
ขั้นที่ 2 ลดต้นทุนและปรับโครงสร้าง เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด หากยังมีโอกาสฟื้น
ขั้นที่ 3 พิจารณาทางออกอย่างเป็นระบบ หากสถานการณ์ถึงจุดที่ “อยู่ไม่ได้จริง ๆ” ก็พร้อมพิจารณา Exit เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว ลดการเจ็บตัวให้น้อยที่สุด
“OR จะหาข้อสรุปทิศทางการลงทุนในกัมพูชาภายในครึ่งปีแรกเพื่อไม่ให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อและกระทบภาพรวมพอร์ต”
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า แม้การปรับลดหรือถอนการลงทุนในกัมพูชาเป็นประเด็นใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ แต่ในเชิงรายได้จากกัมพูชามีสัดส่วนเพียง 2-3% ของรายได้รวม ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขระยะสั้น เพราะเป็นการส่งสัญญาณถึงนักลงทุนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโตและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
“เราไม่ต้องการให้ธุรกิจที่มีปัญหามาดึงทรัพยากร หรือบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของพอร์ตโดยรวม”
รายงานข่าวจาก OR ระบุว่า ปัจจุบันมีการลงทุนสำคัญใน 3 ประเทศ โดยข้อมูลเดือน ธ.ค.2568 มีรายละเอียด ดังนี้
1.กัมพูชา ptt station 127 แห่ง, Café Amazon 178 แห่ง, ร้านสะดวกซื้อ 7-11 และ Jiffy 63 แห่ง และคลังน้ำมัน 5 แห่ง
2.ลาว ptt station 69 แห่ง, Café Amazon 110 แห่ง, FIT Auto 4 แห่ง, คลังน้ำมัน 7 แห่ง และร้านสะดวกซื้อ 2 แห่ง
3.ฟิลิปปินส์ ptt station 169 แห่ง, Café Amazon 6 แห่ง และคลังน้ำมัน 2 แห่ง
สำหรับการลดน้ำหนักการลงทุนในต่างประเทศ ได้เตรียมนำงบประมาณและทรัพยากรกลับมาเร่งขยายธุรกิจในไทย ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักและมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง ผ่านงบลงทุน 58,000 ล้านบาท ในแผน 5 ปี เพื่อปรับกลยุทธ์โดยหันมามุ่งเน้นการลงทุนในไทยเป็นหลักเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
รวมทั้งเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 3.9 ล้านคน เป็น 5 ล้านคนต่อวัน และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น โดยงบประมาณปีนี้จะจัดสรรในธุรกิจไทย 3 ส่วนหลักราว 18,000 ล้านบาท ดังนี้
1. กลุ่มธุรกิจ Mobility ราว 10,000 ล้านบาท ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจ EV Charging และโซลูชันด้านการเดินทาง ซึ่งยังเติบโตสอดคล้อง GDP และการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ ถือเป็นสัดส่วนการลงทุนสูงสุด เพื่อรักษาความเป็นผู้นำและจะเร่งติดตั้ง EV Station PluZ โดยตั้งเป้าครอบคลุมกว่า 400 จุดในปีนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า
พร้อมทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการท่อส่งน้ำมัน (Line) และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีบริการ โดยปัจจุบัน OR มี ptt station 2,768 แห่ง, สถานี EV 1,349 แห่ง, Café Amazon 5,036 แห่ง และร้านสะดวกซื้อ 7-11 และ Jiffy 2,468 แห่ง
2.กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ราว 4,300 ล้านบาท เน้นสร้างความแข็งแกร่งนอกเหนือจากน้ำมันเพื่อเพิ่มกำไร รวมถึง Cafe Amazon ที่ไม่เน้นแค่ขยายสาขา แต่ลงทุนลึกถึงต้นน้ำและระบบหลังบ้าน ทั้งกระบวนการจัดซื้อเมล็ดกาแฟ การคั่ว การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมสร้างจุดดึงดูดลูกค้าลงทุนธุรกิจที่ทำให้สถานีบริการน่าสนใจขึ้น
3.Innovation&New Business ราว 2,700 ล้านบาท โดยกำลังรุกธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ รวมถึงการดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน OR
ทั้งนี้ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุนร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus ถือหุ้นสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน
รวมทั้งเบื้องต้นจะสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี โดยมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ราคาเข้าพัก 800-1,000 บาทต่อคืน คาดใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาท โดย OR ลงทุนส่วนที่เกี่ยวข้อง 346 ล้านบาท และปี 2570 ทาง OR จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มทั่วประเทศหรือไม่
รวมถึงนวัตกรรม (Innovation) สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า อาทิ การผลึก AIS และธนาคารกรุงไทย ลุยธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ผ่าน Data และระบบสมาชิก Blue Plus
ขณะที่ธุรกิจ Global แม้จะลดการลงทุนแต่ยังคงตั้งงบประมาณ 1.4 พันล้านบาท
“โครงสร้างรายได้ของ OR ในอนาคตจะยิ่งเบาน้ำมัน หนักไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”